พักผ่อนสไตล์สบายๆ ณ หาดบอนได

พักผ่อนสไตล์สบายๆ ณ หาดบอนได


ถ้าพูดถึงชายหาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับความนิยมในออสเตรเลียแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าชื่อของหาด บอนไดในซิดนีย์จะต้องผุดขึ้นมาในใจของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน หาดทรายสีทองแห่งนี้มีความยาว 1 กิโลเมตร ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองซิดนีย์เพียง 15 กิโลเมตรและแวดล้อมด้วยย่านชุมชนแถบชานเมือง เพียงก้าวแรกที่เดินทางมาถึง คุณๆ ก็จะได้ประทับใจกับความสวยงามตระการตา ซึ่งแทบไม่ต่างจากภาพถ่ายของชายหาดบนโปสการ์ด

“บอนได” เป็นคำในภาษาอะบอริจินิส มีความหมายว่า “น้ำซัดสาดเหนือโขดหิน” โดยคาดกันว่าโขดหินบริเวณปลายหาดทั้งสองด้านน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการตั้งชื่อเช่นนี้ หาดบอนไดเป็นชายหาดที่ชาวซิดนีย์นิยมใช้เป็นสถานที่เพื่อเล่นกระดานโต้คลื่น รวมถึงเล่นน้ำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้อยู่เสมอ คือ อย่าว่ายออกไปนอกเขตที่ระบุไว้ เพราะไลฟ์การ์ดของที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดเอาเรื่องและจะคอยจับตาดูทุกคนอย่างใกล้ชิด ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องไลฟ์การ์ดแล้วทั้งที   ก็เลยมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 1907 ได้มีการก่อตั้ง “เซิร์ฟ ไลฟ์ เซฟวิ่ง คลับ” ขึ้นที่หาดบอนได และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ใช้กันในหาดต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบันก็ได้รับการคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้น ณ ที่แห่งนี้

นอกเหนือจาก น้ำทะเลใสและชายหาดสีขาวอมครีมแล้ว บอนไดยังขึ้นชื่อในเรื่องคาเฟ่ ภัตตาคารหลากหลายเมนู และบาร์สุดฮิพ อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานอีเวนท์และเทศกาลต่างๆ มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ผสมผสานรวมกันทำให้หาด   บอนไดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงเมื่อเดินทางมาเยือนซิดนีย์ หนึ่งในอีเวนท์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ City to Surf Fun Run ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันอาทิตย์ที่สองของเดือนสิงหาคม โดยการแข่งขันวิ่งระยะทาง 14 กิโลเมตรนี้ดึงดูดผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วโลกได้มากกว่า 60,000 คน แต่หากคุณชอบที่จะเป็นผู้ชมมากกว่าลงแข่งเอง เราก็ขอแนะนำงานเทศกาลว่าวที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียอย่าง Festival of The Winds ที่จัดกันในเดือนกันยายนของทุกปี เพียงจองโรงแรมใกล้หาดบอนได คุณก็จะได้ดื่มด่ำกับเบียร์เย็นฉ่ำ พร้อมทั้งรับชมว่าวไปพร้อมๆ กันจากระเบียงห้องพัก

จอร์จทาวน์ เกาะปีนัง

เมื่อได้โอกาสมาเยือนเมืองจอร์จทาวน์บนเกาะปีนังทั้งที สิ่งหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่องของอาหาร เนื่องจากที่นี่เพียบพร้อมไปด้วยจานเด็ดตำรับมาเลย์ อินเดีย และจีนมากมายหลายชนิดให้ได้อิ่มอร่อย ซึ่งนั่นแปลว่างานนี้ต้องเตรียมกระเพาะไว้คอยย่อยอาหารให้ดี เพื่อจะได้ดื่มด่ำกับการรับประทานกันอย่างเต็มที่

ทริปนี้ของเราเริ่มต้นด้วยการแกร่วอยู่แถว Cheong Fatt Tze Mansion บนถนน Leith ซึ่งเป็นบูติค เกสท์เฮ้าส์อันเก๋ไก๋ที่มีของอร่อยหลากเมนูให้ได้ลิ้มลอง เรียกว่าแม้แต่ไข่เจียวก็ยังมีรสชาติเด็ดดวง โดยอาหารเช้าของที่นี่คิดรวมอยู่ในค่าห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเสิร์ฟให้ได้รับประทานในลานกว้างสมัยศตวรรษที่ 19 แวดล้อมด้วยสถาปัตยกรรมลวดลายจีนและความโรแมนติค

จากนั้น ก็ถึงเวลาไปหาเครื่องดื่มเย็นๆ มาคลายร้อนในยามบ่ายกันซะหน่อย และเป้าหมายของเรา คือ เบียร์การ์เด้น ซึ่งตั้งอยู่ติดๆ กัน สวนเบียร์แห่งนี้ตกแต่งด้วยธีมสีแดงและมีบรรยากาศสบายๆ พร้อมด้วยวงดนตรีที่บรรเลงขับกล่อมเพลงให้ได้เพลิดเพลินระหว่างที่เราเลือกสั่งอาหารจากร้านที่มีอยู่ประมาณ 50 แห่งท่ามกลางคลื่นฝูงชนกว่า 300 คน

พอตกค่ำ เราก็ข้ามฝั่งไปที่  Jalan Penang ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองจอร์จทาวน์เพื่อลองลิ้มชิมรสอาหารอินเดียแสนอร่อยในราคาย่อมเยา ไม่ว่าจะเป็นแกงกระหรี่เนื้อแกะอันหอมกรุ่น โรตี กะหรี่ปั๊บสาโมสาไส้มังสวิรัติ และไมโลแก้วโต (สำหรับดับความร้อนแรงของอาหารครับ) ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้าวเหนียวดำรสชาติหวานมันส์กลมกล่อม

ส่วนใครก็ตามที่เกิดมาในตระกูลร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง เราก็ขอแนะนำให้ไปที่ร้าน Eastern & Oriental บนถนน Karquhar ซึ่งมีเค้กรสนุ่มและแซนด์วิชชิ้นเล็กพอดีคำไว้บริการในราคาแพงใช่ย่อย แต่สำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยแล้ว ก็ต้องไปที่ถนน Campbell แล้วอิ่มหนำกับคาพิโอ (หรือโอเลี้ยงนั่นเอง) ขนมหวานตำรับจีนรสชาติล้ำลึก พร้อมด้วยอาหารอีกหลากหลายชนิดจากร้านรถเข็นมากมาย

ภัตตาคารสูงเสียดฟ้าในมหานครกรุงเทพ

ภัตตาคารสูงเสียดฟ้าในมหานครกรุงเทพ

ไหนๆ ชื่อของกรุงเทพก็มีความหมายว่า “เมืองแห่งเทวดา” แล้วทั้งที ชาวบางกอกที่มีเงินเหลือใช้ก็ควรจะหาเวลาไปทานอาหารและดื่มด่ำกับบรรยากาศท่ามกลางความสูงเสียดฟ้ากันบ้างก็คงจะเป็นการดีไม่น้อย เท่าที่เราสืบทราบมา ในกรุงเทพมีภัตตาคารแบบเปิดโล่งบนตึกสูงระฟ้าอยู่ด้วยกันสามแห่ง แห่งแรก คือ ร้านเดอะ โดมที่เสตท   ทาวเวอร์ แห่งที่สอง คือ ร้านเวอร์ติโก้ที่โรงแรมบันยันทรี และแห่งสุดท้าย คือ ร้านเร้ดสกายที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ซึ่งบอกได้เลยว่าทั้งสามแห่งนี้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันทั้งในเรื่องของอาหารและทิวทัศน์อันตระการตา

แน่นอนล่ะว่าเมื่อสบโอกาสมารับประทานอาหารในสถานที่สูงๆ เรื่องของวิวย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งจากทั้งสองภัตตาคาร คุณจะได้ทัศนาภาพมุมกว้างของกรุงเทพ มองเห็นป่าคอนกรีตที่อยู่รอบๆ พร้อมด้วยหมู่เมฆที่จับกลุ่มกันเป็นรูปร่างต่างๆ และแสงไฟจากการจราจรด้านล่างอันแสนคับคั่ง ผสมผสานกลายเป็นภาพที่งดงาม อย่างไรก็ตาม ภัตตาคารแต่ละแห่งต่างก็มีบรรยกาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน

เอาเป็นว่า หากคุณมีนัดหมายเพื่อไปพบปะกับคนรู้ใจไฮโซ หรือลูกค้าที่มีรสนิยมหรูหรา ขอแนะนำให้ไปที่ร้านเดอะ โดม อันโอ่อ่า แถมยังมีบาร์ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่า แต่ถ้าต้องการสถานที่สำหรับนั่งสบตาซึ้งกับคนรู้ใจ ก็ต้องไปที่ร้านเวอร์ติโก้ ซึ่งเงียบสงบและมีบริการที่เป็นส่วนตัวมากกว่า

สำหรับคุณภาพของอาหารและราคาของทั้งสองแห่งนั้น ต้องบอกว่าสูงพอๆ กับตำแหน่งที่ตั้งของร้าน (หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “แพงหูฉี่” นั่นเอง) โดยจานเด็ดอย่างเนื้อวากุนี่บอกได้เลยว่าเห็นราคาแล้วพาลจะทำให้ตาลาย เรียกว่า ถ้าไปลิ้มลองอาหารจานหลัก 1 จานและไวน์ชั้นเลิศ 1 ขวดกันสองคน ต้องพกไปอย่างน้อยๆ 10,000 บาท แต่หากเลือกทานเป็นเซ็ท พร้อมกับไวน์สำหรับสองคน ก็เตรียมกดตังค์ในกระเป๋าไว้เลย 20,000 บาท!

เมื่อจะไปทานอาหารหรูทั้งที การแต่งตัวก็ย่อมต้องดูดีตามไปด้วย ดังนั้น ใครที่หวังจะแต่งตัวเซอร์ๆ คีบรองเท้าเตะไปนั่งจิบไวน์ คงต้องขอให้คิดใหม่อีกรอบ เพราะมีหวังได้ถูกอันเชิญออกมาเป็นแน่แท้

ปิดท้ายกันด้วยเคล็ดลับสำหรับหลีกเลี่ยงเหตุการณ์กระเป๋าฉีก เราขอแนะให้คุณนั่งลิ้มรสความอร่อยของหอยนางรม เคล้ากับแชมเปญรสกลมกล่อมที่ดิสทิล บาร์ ภายในร้านเดอะ โดม เท่านี้ก็รับประกันได้ว่าพอบิลล์มาคุณก็ไม่ต้องลมใส่แล้ว J

อโกด้าเผยรายชื่อ 10 สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552

อโกด้าเผยรายชื่อ 10 สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552

อโกด้า www.agoda.co.th บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์สำรองห้องพักในโรงแรมแบบออนไลน์ซึ่งรับประกันราคาห้องพักที่ถูกที่สุดในเอเชีย ได้เปิดเผยรายชื่อ 10 อันดับสุดยอดโรงแรมและรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552 เพื่อเป็นการสนับสนุนและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวใส่ใจต่อการรักธรรมชาติ โดยโรงแรมและรีสอร์ทเหล่านี้ได้ยึดถือนโยบายสีเขียว ซึ่งเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายไมเคิล เคนนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอโกด้า กล่าวว่า “เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ทำการคัดเลือก 10 สุดยอดโรงแรมและรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย และนับตั้งแต่นั้นมา เราก็พบว่ามีโรงแรมและรีสอร์ทหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ  นับเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้เห็นผู้ประกอบการแสดงความรับผิดชอบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง”

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกโรงแรมอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมให้แขกผู้เข้าพักนำผ้ากลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้เวลาอาบน้ำให้สั้นลงแล้ว อโกด้ายังได้ให้คะแนนพิเศษแก่โรงแรมและรีสอร์ทที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ รวมไปจนถึงการสนับสนุนชาวท้องถิ่นให้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและนำนโยบายสีเขียวมาปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน

10 อันดับสุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติของอโกด้า ประจำปี 2552 มีดังต่อไปนี้

1) เดอะ ท้องทราย เบย์, เกาะสมุย, ประเทศไทย
รีสอร์ทซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหาดเฉวงแห่งนี้ได้ริเริ่ม “โครงการสีเขียว” เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการน้ำเสีย การรีไซเคิล และการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ท้องทราย เบย์ รีสอร์ท ยังได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นด้วยการก่อตั้ง “โรงเรียนรักษ์สมุย” และร่วมมือกับโรงแรมอีกหลายเพื่อรักษาความงดงามของเกาะสมุยไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังสืบต่อไป

2) อลิลา อูบุด และอลิลา แมงกิส, เกาะบาหลี, อินโดนีเซีย
รีสอร์ทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสองแห่งบนเกาะบาหลีนี้ติดอับดับท็อปเท็นโรงแรมรักธรรมชาติของอโกด้าในปี 2550 โดยทั้งคู่มีนโยบายที่จะลดผลกระทบในแง่ลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลากหลายชนิด เช่น การเดินป่า การขี่จักรยาน และชั้นเรียนสอนทำอาหาร รวมถึงมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาวบาหลี

3) โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท, กัมพูชา
โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทแห่งดียวในกัมพูชาที่เคยได้รับรางวัล “เอเชี่ยน เอเนอร์จี้ อวอร์ด” จากการให้ความร่วมมือกับองค์กรอิสระ Agrisud ในการต่อสู้และขจัดความยากจนให้หมดไปจากเสียมเรียบ โดยโซฟิเทลได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรท้องถิ่นและจ้างแรงงานจำนวนหลายร้อยคน

4) เอล นิโด รีสอร์ท, เกาะมินิลอค, ฟิลิปปินส์
เอล นิโด รีสอร์ท ลดปริมาณของเสียที่จะก่อให้เกิดมลภาวะแก่หมู่แมกไม้และป่าโกงกางที่อยู่รอบๆ ด้วยการรีไซเคิลและอนุรักษ์พลังงานผ่านการใช้หลอดฟลูโอเรสเซนท์ นอกเหนือจากนั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังได้จับมือร่วมกับองค์กรท้องถิ่นในการทำความสะอาดชายฝั่งและเฝ้าระวังระบบนิเวศน์ รวมทั้งพนักงานของรีสอร์ททุกคนยังต้องเข้าร่วมในการฝึกอบรมสัมมนาที่มีชื่อว่า “Be G.R.E.E.N.” (Guard, Respect, Educate El Nido) เป็นเวลา 5 วัน

5) เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี รีสอร์ท แอนด์ สปา, มาเลเซีย
เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี ได้นำแนวทางอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลายแนวทางมาประยุกต์ใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด โดยรีสอร์ทแห่งนี้มีนโยบายที่จะลดการบริโภค บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ผงซักฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกรองน้ำทิ้งให้สะอาดด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย

6) บันยันทรี, เกาะบินตัง, อินโดนีเซีย
รีสอร์ทหรูหราแห่งนี้ได้รับการออกแบบและวางแนวคิดเพื่อปกป้องและรักษาป่าเขตร้อนบริเวณรอบๆ ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้อายุตั้งแต่ 50-100 ปี ไม่เพียงเท่านั้น บันยันทรี บินตัง ยังให้การสนับสนุนการพัฒนาของชาวบ้านและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านเครือข่ายหมู่บ้านและพันธมิตรกว่า 40 แห่งในภูมิภาคดังกล่าว

7) โฮเต็ล เดอ ลา เปย์, กัมพูชา
โรงแรมหรูแห่งนี้ให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานแก่ชาวท้องถิ่นและสนับสนุนนกิจกรรมหลากหลายประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การจัดตั้งศูนย์เย็บปักถักร้อย ซึ่งให้การฝึกอบรมด้านทักษะและความรู้แก่หญิงชาวเขมรที่พิการ รวมถึงการมอบโอกาสให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน หรือบริจาคจักรยาน บ่อน้ำ และหมูแก่ครอบครัวที่กำลังต้องการสิ่งของเหล่านี้

8 ) เดอะ ออร์คิด โฮเต็ล, มุมไบ, อินเดีย
เดอะ ออร์คิดถือเป็นโรงแรมในเอเชียแห่งแรกที่ได้ประกาศนียบัตร ECOTEL® อีกทั้งยังชนะเลิศรางวัลมาแล้วมากกว่า 61 รางวัลตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีที่เปิดให้บริการ โรงแรมแห่งนี้มีถังที่ใช้สำหรับเลี้ยงฟาร์มไส้เดือน 9 ถัง นอกเหนือจากนั้น ยังมีโรงบำบัดน้ำเสียและปุ่มสีเขียวพิเศษสำหรับให้ลูกค้ากดเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายในห้องขึ้น 2 องศาเซลเซียสเพื่อเป็นการลดการบริโภคพลังงาน

9) โซนีวา ฟูชิ บาย ซิกซ์เซ้นส์เซส, มัลดีฟส์
โซนีวา ฟูชิได้ริเริ่มโครงการสีเขียวไว้มากมาย เช่น โครงการปลูกต้นไม้ การรณรงค์ให้งดรับประทานหูฉลาม และแผนงานลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอินเดียโดยหันมาใช้กังหันลม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีนักชีววิทยาทางทะเลประจำการอยู่ที่รีสอร์ทคอยให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักและดำลงไปสำรวจใต้มหาสมุทร ที่สำคัญ รีสอร์ทแห่งนี้ยึดถือหลักการสำคัญไว้ข้อหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวซึ่งเน้นในด้านกิจกรรมสบายๆ ไม่เร่งรีบ เช่น การเดินชมธรรมชาติ การดูดาว และกีฬาทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์

10) คิงฟิชเชอร์ เบย์ แอนด์ วิลเลจ เฟรเซอร์ ไอส์แลนด์, ออสเตรเลีย
คิงฟิชเชอร์เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1992 และได้รับรางวัลมาแล้วมากมายในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและศึกษาไว้คอยจับตามองสภาพแวดล้อมของเกาะอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดอีโค่ ทัวร์ให้ความรู้แก่ผู้เข้าพักตั้งแต่ในเรื่องป่าโกงกางไปจนถึงวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิน รีสอร์ทแหงนี้ยังมีฟาร์มไส้เดือนเพื่อหมักของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยและนำกลับมาใช้กับสวนสมุนไพร

ตามหาคลื่นยักษ์ สำหรับนักโต้คลื่น

บรรดานักโต้คลื่นมืออาชีพและเหล่าผู้คลั่งไคล้ในคลื่นยักษ์อาจจะไม่พิศมัยนักกับการเดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าคลื่นลูกใหญ่ในแถบนี้ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในถิ่นสยามบ้านเราหรือในเวียดนาม แต่ต้องขอยกเว้นอินโดนีเซียไว้สักหนึ่งประเทศ

แม้ว่าคลื่นตามชายหาดส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ แต่สำหรับแดนอิเหนาแล้ว รับประกันเลยว่าคุณจะได้มันส์สุดเหวี่ยงไปกับคลื่นลูกยักษ์หลายร้อยลูก อซึ่งทำให้ที่นี่มีชื่อติดอยู่ในท็อปเท็น แหล่งโต้คลื่นยอดนิยมจากทั่วโลก นักเซิร์ฟบอร์ดชื่อดังต่างมุ่งหน้ามายังอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คูต้า บาหลี และหมู่เกาะเมนตาไว) เพื่อสัมผัสกับคลื่นที่ว่ากันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีความสูงถึง 4 เมตรในช่วงระหว่างเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน และพบเห็นได้บ่อยๆ บริเวณเกาะบาหลี

แต่หากต้องการอะไรที่เร้าใจยิ่งกว่านี้ เราก็ขอแนะนำให้ไปที่จี-แลนด์ หรือกราจากันในเกาะชวาตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งโต้คลื่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากลองขึ้นไปวาดลวดลายการเซิร์ฟบนคลื่นหัวแตกที่ยาวและเร็วที่สุดในโลก งานนี้รับรองว่าคนที่ชื่นชอบคลื่นที่ซัดจากขวาไปซ้ายจะไม่ผิดหวัง อีกหนึ่งสถานที่ๆ ไม่ควรพลาด คือ ปาดังปาดังที่มีคลื่นซัดสาดเข้ามาจากเกือบทุกทิศทาง จนเกิดเป็นคลื่นนอกชายฝั่ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปเยือน คือ มีนาคมจนถึงตุลาคม แต่ถ้าอยากเจอคลื่นลูกใหญ่ ก็ต้องมาในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน

ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักโต้คลื่นเริ่มหันมาให้ความสนใจในประเทศอย่างฟิลิปปินส์และศรีลังกาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ยังเป็นน้องใหม่ในวงการ รวมถึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางจึงต้องใช้ความอดทนและเวลาอยู่มากพอสมควร แต่เอาเป็นว่า หากจุดหมายปลายทางที่เลือก คือ ฟิลิปปินส์ คุณก็ต้องไปที่เกาะ บาร์ดิคทางตะวันออกเฉียงเหนือของลูซอนในระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม เพราะช่วงนั้นไต้ฝุ่นประจำฤดูจะพัดผ่านทำให้คลื่นมีความสูงกว่า 3 เมตร

ขณะที่ศรีลังกา ซึ่งมีชายฝั่งทอดยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร นับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของชาวประชานักโต้คลื่น เนื่องจากอุดมไปด้วยแหล่งเซิร์ฟวิ่งชั้นยอดมากมาย เช่น มาทารา (แปลว่าจุดลับ) บริเวณชายฝั่งด้านใต้ที่มีคลื่นขนาบข้างมาจากทั้งฝั่งซ้ายและขวา เหมาะจะเป็นสถานที่ฝึกหัดสำหรับนักโต้คลื่นฝีมือระดับปานกลาง นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีอ่าวอารูกัมทางตะวันออกเฉียงใต้ที่มาพร้อมกับคลื่นยักษ์ในยามรุ่งสาง รวมทั้งมีคลื่นยาวที่พัดจากซ้ายไปขวาให้ได้สนุกกันอย่างต่อเนื่อง แค่นี้คงพอจะคุ้มค่ากับการเสียเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมงมาจากสนามบินที่ใกล้ที่สุด

ส่วนมือใหม่ทั้งหลายที่เกรงว่าจะได้รับอันตรายจากคลื่นยักษ์ ก็อาจจะเลือกไปโต้คลื่นที่มาเลเซีย หรือไม่ก็ที่เมืองไทยเรานี่ล่ะในช่วงฤดูมรสุม ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งช่วงนั้นคลื่นจะมีความสูงราว 2 เมตร ชายหาดยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นหาดกะตะใหญ่ หาดกะตะน้อย และหาดป่าตองในภูเก็ต โดยหาดเหล่านี้มีชุมชนคนรักการโต้คลื่นที่พร้อมจะผลักดันให้แดนสยามเมืองยิ้มของเราเป็นแหล่งโต้คลื่นชื่อดังในอนาคต

นอกเหนือจากชายหาดอันสวยงาม สภาพอากาศสดชื่น และคลื่นที่ซัดสาดแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าดึงดูดใจ คือ สถานที่พักราคาประหยัดมากมายหลายแห่ง ซึ่งการันตีได้เลยว่าจะไม่สร้างความลำบากให้แก่เงินในกระเป๋าของคุณอย่างแน่นอน

โปรโมชั่นเด็ด Agoda/Paypal รับเงินคืน $50

Agoda Paypal promotion

ใครวางแผนท่องเที่ยวอยู่ รีบเช็คด่วนเลย โปรโมชั่นเด็ดๆ จาก Agoda และ Paypal คืนเงินตั้ง $50 (ประมาณ 1700 บาทเลยนะ) เราจองไปเรียบร้อยแล้ว Emperor Hotel มาเก๊า 3 คืน ก็ประมาณ 240 กว่าดอลล่าห์ เลยใช้โปรโมชั่นนี้ได้พอดีเลย อิอิ

ก๊อบรายละเอียดจากเว็บอโกด้ามาให้นะคะ http://www.agoda.co.th/specialoffers

ข้อกำหนดและเงื่อนไขโปรโมชั่นของ PayPal ระหว่างวันที่ 12-31 ตุลาคม 2552

จองโรงแรมกับเว็บไซต์อโกด้าและชำระเงินด้วย PayPal ระหว่างวันที่ 12 ตุลาคมถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2552 ท่านจะได้รับเงินคืน 50 ดอลลาร์สหรัฐในบัญชี PayPal เมื่อการจองของท่านมีมูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่า เฉพาะสำหรับ 800 การจองแรกเท่านั้นและจำกัดสิทธิการรับเงินคืนหนึ่งครั้งต่อหนึ่งการจอง ทั้งนี้ การจองที่ชำระเงินผ่าน PayPal จะได้รับแต้มสะสมเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย ทุกการจองที่ได้รับสิทธิดังกล่าวจะได้รับเงินคืน 50 ดอลลาร์สหรัฐในบัญชี PayPal ภายในวันที่ 31 พฤศจิกายน 2552 หากท่านไม่ได้รับเงินคืนก่อนเดือนธันวาคม 2552 กรุณาสอบถามโดยตรงได้ที่ PayPal

ทำความรู้จักกับคอนนอต เพลสในกรุงนิวเดลี

ทำความรู้จักกับคอนนอต เพลสในกรุงนิวเดลี

            เป็นที่รู้กันดีกว่าอินเดียมีประชากรอยู่มหาศาลและขึ้นชื่อในเรื่องความแออัดยัดเยียด แต่แดนภารตะก็มีความน่าทึ่งอยู่ด้วยกันในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ผู้คน และอาหาร แม้ว่าช่วงที่เดินทางมาถึงกรุงนิวเดลีใหม่ๆ อาจจะต้องใช้เวลาทำใจกับเสียงอึกทึกและหมอกควันอยู่บ้าง ทว่าเมื่อคุ้นเคยกับนครหลวงของอินเดียแล้ว เราก็อยากแนะนำให้คุณๆ ได้ไปเที่ยวชมย่านที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง

            คอนนอต เพลส หรือ ซีพี (อย่าสับสนกับบริษัทผลิตอาหารบ้านเรานะครับ) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและศูนย์กลางด้านธุรกิจในกรุงนิวเดลี ชื่อของสถานที่แห่งนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ดุคแห่งคอนนอต ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย โดยได้รับการสร้างขึ้นในปี 1933 ในสมัยที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยุคนั้นถือได้ว่านี่เป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและก็ยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมหลายๆ อย่างไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลายมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ บันเทิง และท่องเที่ยวประจำกรุงนิวเดลี จึงทำให้ที่นี่มีลูกค้าหลั่งไหลมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสินค้าหลากหลายชนิดไว้ให้ได้จับจ่ายซื้อหา โดยซีพีถูกแบ่งออกเป็นบล็อคต่างๆ ตามตัวอักษร และคราคร่ำไปด้วยร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอินเทรนด์ ร้านค้าขนาดใหญ่ที่จำหน่ายหัตถกรรมและเครื่องใช้ที่ทำด้วยมือ  และร้านริมทางซึ่งมีของกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักสำหรับเป็นของฝากติดมือกลับบ้าน รวมไปจนถึงมีร้านแผงลอยให้ได้ลิ้มลองจานเด็ดตำรับอินเดีย

            ไม่เพียงแต่จะโด่งดังในเรื่องแหล่งช็อปปิ้งเท่านั้น ซีพียังเป็นที่รู้จักในเรื่องภัตตาคารรสเลิศที่มีพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นฟาสท์ฟู้ดที่คุ้นเคยกันดีของทั้งอเมริกันและอินเดีย คอฟฟี่ช็อป ร้านหรูระดับ 5 ดาว ร้านราคาประหยัด และบาร์กับผับชั้นยอด แต่ถ้าจะถามว่าร้านไหนขึ้นชื่อที่สุดแล้ว คงหนีไม่พ้นร้านเดอะ ยูไนเต็ด คอฟฟี่ เฮาส์ ซึ่งเป็นคาเฟ่ยอดนิยมที่มักจะเต็มอยู่ตลอดเวลาและมีลูกค้ายืนรอเป็นแถวยาวเหยียดอยู่ด้านนอก

            สิ่งหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้แก่คอนนอต เพลส คือ ดีไซน์ทรงกลมที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายบนแผนที่ บริเวณวงกลมรอบนอกเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานและธนาคารหลายแห่ง ขณะที่วงกลมชั้นในอุดมไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้ ยังมีสถานีรถไฟใต้ดินราจีฟ ชอว์คที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดตั้งอยู่บริเวณใจกลางของซีพี         โดยด้านบนของสถานีมี “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่นิยมใช้จัดงานด้านวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี

แต่ถ้าใครต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของก๊อปปี้) ก็ต้องไปที่พาลิกา บาซาร์ ซึ่งเป็นตลาดใต้ดินที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวงกลมรอบนอกกับรอบใน และมีร้านค้ามากเกือบ 400 แห่ง จนว่ากันว่ามีคนมาเดินช็อปปิ้งอย่างน้อย 10,000 คนแทบจะทุกวัน ถัดมาไม่ไกลจากพาลิกา คุณก็จะได้พบกับตลาดจันพาท หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดกรุงนิวเดลี พร้อมด้วยร้านค้าที่จำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ งานหัตถกรรม กระเป๋า และหนังสือ บอกไว้ก่อนว่าร้านเหล่านี้ไม่มีป้ายราคาติดไว้ คุณจึงต้องใช้ทักษะในการต่อราคาสักหน่อย ที่นี่ก็เหมือนเช่นตลาดทั่วไปๆ ที่มักจะเต็มไปด้วยร้านอาหารแผงลอย ซึ่งมีขนมขบเคี้ยวท้องถิ่น เช่น Chatt และ Paani Puri ให้ได้ลิ้มชิมรส แต่ขอเตือนไว้นิดหนึ่งให้ระวังเรื่องความสะอาด เพราะคงไม่มีใครอยากกลับจากอินเดียพร้อมด้วยโรคท้องร่วงหรือโรคบิด

นอกเหนือจากร้านรวงต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ภายในซีพียังมีบริษัททัวร์และสำนักงานของกระทรวงการท่องเที่ยวอินเดียคอยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงมีธนาคารและตู้เอทีเอ็มหลายแห่งไว้บริการ ช่วยให้การแลกเปลี่ยนเงินตราและการนำเช็คไปขึ้นเงินกลายเป็นเรื่องง่าย ส่วนโรงแรมในละแวกนั้นก็มีตั้งแต่โรงแรมพื้นๆ ไปจนถึงโรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว งานนี้ถ้าใครอยากจะไปสัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่อันเก๋ไก๋ในกรุงนิวเดลีแล้วล่ะก็ คอนนอต เพลสนับเป็นสถานที่ๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ไต้หวัน ไนท์มาร์เก็ต

ไต้หวัน ไนท์มาร์เก็ต

เมื่อดวงตะวันลาลับขอบฟ้าเหนือกรุงไทเป ชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยวต่างพากันมุ่งหน้าไปยังตลาดกลางคืนที่มีอยู่มากมายหลายแห่งเพื่อเดินเล่นและจับจ่ายซื้อสินค้า หรือไม่ก็หาของอร่อยรับประทาน โดยตลาดกลางคืนนับเป็นส่วนสำคัญของยามราตรีในไต้หวัน เนื่องจากคลาคล่ำไปด้วยร้านค้าริมทางที่จำหน่ายอาหารปรุงสดใหม่และของที่ระลึกนานาชนิดให้ได้เลือกสรรกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงดึกดื่น ซึ่งงานนี้รับประกันได้เลยว่าคุณจะได้ลิ้มลองจานเด็ดรสเลิศตำรับไต้หวัน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าตลาดกลางคืนอันขึ้นชื่อมีที่ไหนกันบ้าง

1. Shilin Night Market

นี่คือตลาดกลางคืนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเขต Shlin ของไทเป บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มตั้งร้านขายของกันตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็น แต่บรรยากาศจะมาคึกคักกันจริงๆ ในช่วง 2 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ก่อนจะปิดลงหลังเที่ยงคืน ตลาดแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารท้องถิ่นหลากเมนู เช่น ขนมปังปิ้ง ลูกอมถั่ว ไข่เจียวหอยนางรม และเทียนบูล่า (เทมปุระสไตล์ไต้หวัน) เรียกว่าเป็นแดนสวรรค์ของอาหารก็คงไม่ผิดนัก อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าขายในราคาไม่แพง พร้อมบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงงานคาร์นิวาล แถมการเดินทางไปก็ยังสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน

2. Huaxi Street Tourist Night Market

ตลาดแห่งนี้มีอายุกว่า 50 ปี ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Longshan Temple โดยใช้เวลาเดินเพียง 5 นาทีและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะภายในตลาดมีขนมขบเคี้ยวหลากชนิด อาหารสมุนไพร และงานศิลปะหัตถกรรมของจีนให้ได้เลือกซื้อหา รวมทั้งมีร้านนวดเท้าและสปาเพื่อสุขภาพไว้บริการแก่ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินท่องตลาด นอกเหนือจากนั้น ยังมีภัตตาคาร Tianan Danzai Noodle House ที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์ศิลปะและเสิร์ฟอาหารทะเลให้ลูกค้าได้ลองลิ้มชิมรส

3. Fengjia Night Market

ตลาดกลางคืน Fengjia มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของไต้หวัน ตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัย Feng Chia ในเมือง Taichung และถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1963 ปัจจุบัน มีร้านค้าและร้านอาหาร มากกว่า 1,000 ร้านเรียงรายอยู่ข้างสองฝั่งทางของถนน Wenhua จุดเด่นของตลาดแห่งนี้อยู่ที่อาหารฟิวชั่นที่ทันสมัยและมีให้เลือกมากมายหลากหลายเมนู พร้อมด้วยจานเด็ดยอดนิยม เช่น หมั่นโถวกับเนื้อเป็ด และขนมซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้า

4. Siaobei Night Market

ตลาดกลางคืนแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางด้านอาหารที่มีสีสันของเมือง Tainan ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 และมีร้านอาหารมากกว่า 200 ร้านคอยนำเสนอความอิ่มอร่อยแก่ผู้ชื่นชอบการรับประทาน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเรื่อยไปจนถึงหลังเที่ยงคืน ถ้ามาเยือนตลาด Siaobei ทั้งทีแล้วไม่ลองทานอาหารท้องถิ่นอย่าง ซุปเกี๊ยวซ่า ก๋วยเตี๋ยวปลาไหล น้ำแข็งใสกับน้ำตาลทรายแดง และซุปปลามาร์ลินเปรี้ยวหวาน แล้วล่ะก็ ถือว่าคุณเดินทางมาไม่ถึง แต่หากต้องการชิมอะไรที่แหวกแนวกว่านี้ ก็ยังมีเต้าหู้ยี้ทอดร้อนๆ อีก 20 ชนิดให้ได้ลิ้มลอง

5. Luihe Night Market

Luihe อาจเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่สนุกสนานมีสีสันมากที่สุดของไต้หวัน ตั้งอยู่ในเมือง Kaohsiung ตลาดแห่งนี้เพียบพร้อมไปด้วยร้านค้าที่ขายอาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม เสื้อผ้า และสัตว์เลี้ยง ขณะที่สองข้างฝั่งทางของถนนหลักก็มี คาเฟ่ ภัตตคาร และร้านค้าปลีกเครือข่ายนานาชาติเรียงรายอยู่มากมาย ใครที่กำลังอยู่ในข่วงไดเอตคงจะตบะแตกก็งานนี้ เพราะร้านอาหารที่มีอาหารชวนน้ำลายสอหลากหลายชนิดไว้ยั่วยวนใจคุณ ทั้งข้าวโพดปิ้ง ทาโกะยากิ ปีกไก่ย่าง น้ำแข็งใสใส่ผลไม้รวม และน้ำอ้อย

จานเด็ดที่ยังไงก็ห้ามพลาด

ไข่เจียวหอยนางรม – นี่คืออาหารที่หารับประทานได้จากตลาดกลางคืนทุกแห่งในไต้หวัน พ่อครัวจะทอดไข่เจียวลงบน  กระทะแบน แล้วใส่หอยนางรม แป้ง และผักลงไปผสม จากนั้น ก็เติมซอสสูตรพิเศษที่ทำขึ้นเองเป็นการปิดท้าย เท่านี้ก็คุณก็จะได้อิ่มอร่อยกับไข่เจียวที่มีรสชาติหวานและเผ็ดกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เต้าหู้ยี้ – เต้าหู้ที่มีกลิ่นอันรุนแรงนี้เป็นของทานเล่นประจำชาติของไต้หวันอย่างไม่เป็นทางการ โดยสามารถนำมาทอดหรือย่างก็ได้ ปกติแล้ว ในหนึ่งจานจะประกอบไปด้วยเต้าหู้หมักผสมนมเปรี้ยว ผัก และเนื้อ ใครที่อยากกินของอร่อยโดยไม่สนเรื่องกลิ่น ไม่ควรพลาดเป็นอันขาด

เที่ยวปีนัง

เที่ยวปีนัง

ปีนังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่พักตากอากาศชั้นนำของมาเลเซีย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิลล่าสไตล์  โคโลเนี่ยลและอาคารพาณิชย์อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ส่วนมากตั้งอยู่ในเมืองจอร์จทาวน์ ซึ่งเป็นนครหลวงของรัฐปีนัง ที่สำคัญ ภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต เช่น เรื่อง Anna and the King และเรื่อง Indochina ก็เคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำกันมาแล้ว

ถ้าจะถามถึงหาดชื่อดังในปีนัง ชื่อแรกที่เรานึกถึง คือ หาดบาตูเฟอริงกิ ซึ่งทอดตัวอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือของเกาะ ชายหาดแห่งนี้โดดเด่นด้วยกลิ่นอายของแถบเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลและถนนที่เงียบสงบ โดยเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมและรีสอร์ทขนาดใหญ่หลายแห่ง พร้อมด้วยภัตตาคาร ร้านบริการรถให้เช่า และร้านขายสินค้าที่ระลึกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ได้เพลิดเพลิน เช่น กีฬาทางน้ำ ล่องเรือ และดำน้ำสน็อกเกิ้ล ขณะที่วัดเค็ก ล็อก ซี ที่มีเจดีย์ทองประดับด้วยพระพุทธรูปแกะสลัก 1 หมื่นองค์ ก็ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ปีนังยังได้รับการขนานนามให้เป็น “เมืองหลวงแห่งอาหารของมาเลเซีย” เพราะมีจานเด็ดที่เป็นเอกลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง ซึ่งอาหารของที่นี่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารตำรับจีน นนยา มาเลย์ อินเดีย และไทย คุณสามารถเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารหลากหลายชนิดได้จากร้านค้าริมทางในเกอร์นีย์ ไดรฟ์, ปูเลา ติกุส, นิวเลน, สวาโตว์เลน, ถนนปีนัง และถนนชูเลีย

หากใครกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่เพียบพร้อมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมจากยุคโบราณ ชายหาดอันสวยงาม และอาหารการกินนานาชนิด งั้นเราก็ขอแนะนำปีนังให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการเดินทางไปพักผ่อนของคุณ

โซซัว หาดสวยน้ำใสในแถบอเมริกากลาง

หากจะพูดถึงน้ำทะเลใสบริสุทธิ์แล้วล่ะก็ ในเมืองไทยของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เข้าข่ายนั้น เช่น เกาะสิมิลัน เกาะสุรินทร์ และ ทะเลตรัง ส่วนเมืองนอกเมืองนาเอง ก็ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ เพราะมีชายหาดอยู่ไม่น้อยที่ขึ้นชื่อในเรื่องน้ำใส และหนึ่งในหาดที่เราจะพาคุณไปรู้จักวันนี้ คือ หาดโซซัว ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน ซึ่งตั้งอยู่ในแถบอเมริกากลาง

ชายหาดและน้ำทะเลของที่นี่ต้องบอกว่าตระการตาเอามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาดทรายสีทองที่ทอดตัวยาวอยู่ริมมหาสมุทรนั้นช่างยั่วยวนใจให้ลงไปเดินเล่นเสียเหลือเกิน อีกทั้งยังมีต้นมะพร้าวสูงตระหง่านมากมายคอยให้ร่มเงาบดบังแสดแดดอันแรงกล้า ขณะที่น้ำทะเลก็ใสแจ๋วซะจนมองเห็นพื้นสมุทรได้อย่างชัดเจน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำน้ำสน็อกเกิ้ลเพื่อชมเต่าทะเลและปลาการ์ตูนสีสันสดใส

ในละแวกใกล้เคียงยังมีหาดคาบาเรเต้ที่มักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันว่าวและวินด์เซิร์ฟอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าคุณไม่ใช่แฟนตัวยงของกีฬาดังกล่าว เราขอแนะนำให้อยู่โยงที่หาดโซซัวไปยาวๆ เพราะสวยกว่ากันเยอะ แถมยังมีพวกหน้าม้าขายของน้อยกว่าที่อื่นๆ

หลังจากชื่นชมหาดทรายกับทะเลกันไปแล้ว ทีนี้ มาพูดถึงเรื่องอาหารการกินกันบ้างดีกว่า อาหารตำรับดั้งเดิมของที่นี่ คือ ข้าวผัดไก่และถั่ว ซึ่งบอกได้เลยว่าธรรมดามากๆ เรียกว่าหากินตามบ้านเราน่าจะถูกปากมากกว่า ส่วนเมนูที่น่าจะพอไปวัดไปวาได้ ก็มีพิซซ่า พาสต้า ขนมปังบาแก็ต และอาหารบุฟเฟ่ต์หลากหลายชนิดที่มีให้ลิ้มลองอยู่ตามร้านอาหารบริเวณชายหาด ร้านโปรดของเรามีชื่อว่าร้าน Britannia ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่าย ราคาไม่แพง และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่เบียร์ท้องถิ่นเย็นฉ่ำรสชาติลื่นคอยี่ห้อ Brahma ซึ่งถูกอกถูกใจเราเป็นอย่างมาก

ไหนๆ ก็อุตส่าห์ถ่อมาไกลถึงแถบคาริบเบียนแล้ว จะไม่ตะลุยท่องราตรีซะหน่อย ก็ออกจะกระไรอยู่ ซึ่งที่หาดโซซัวนี้ก็มีสถานบันเทิงแทบจะทุกแบบไว้บริการ ตั้งแต่ค็อกเทลบาร์บรรยากาศเงียบสงบที่เหมาะแก่การนั่งสนทนาเพลินๆ กับคนรัก ไปจนถึงไนท์คลับอินเทรนด์ เช่น ร้าน Club X ที่เปิดยันสว่าง รวมทั้งมีกระทั่งคาสิโนให้ได้เสี่ยงโชคเล็กๆ น้อยๆ

โดยรวมแล้ว หาดโซซัวถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและมีความน่าสนใจอยู่ในตัว เอาเป็นว่าแค่ได้ไปเห็นชายหาดกับน้ำทะเลก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว แต่ขอเตือนล่วงหน้าไว้อย่างหนึ่งว่าต้องทำใจกับชาวท้องถิ่นที่จ้องจะขายของให้กับคุณอยู่ตลอด หากไม่คิดอะไรมากกับเรื่องดังกล่าวและมีเงินในกระเป๋าพร้อม ก็อย่ารอช้า รีบจองโรงแรม แล้วไปดื่มด่ำกับหาดสวยทะเลใสในโซซัว