อโกด้าเผยรายชื่อ 10 สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552

อโกด้าเผยรายชื่อ 10 สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552

อโกด้า www.agoda.co.th บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์สำรองห้องพักในโรงแรมแบบออนไลน์ซึ่งรับประกันราคาห้องพักที่ถูกที่สุดในเอเชีย ได้เปิดเผยรายชื่อ 10 อันดับสุดยอดโรงแรมและรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย ประจำปี 2552 เพื่อเป็นการสนับสนุนและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวใส่ใจต่อการรักธรรมชาติ โดยโรงแรมและรีสอร์ทเหล่านี้ได้ยึดถือนโยบายสีเขียว ซึ่งเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายไมเคิล เคนนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอโกด้า กล่าวว่า “เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ทำการคัดเลือก 10 สุดยอดโรงแรมและรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชีย และนับตั้งแต่นั้นมา เราก็พบว่ามีโรงแรมและรีสอร์ทหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ  นับเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้เห็นผู้ประกอบการแสดงความรับผิดชอบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง”

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกโรงแรมอนุรักษ์ธรรมชาตินั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมให้แขกผู้เข้าพักนำผ้ากลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้เวลาอาบน้ำให้สั้นลงแล้ว อโกด้ายังได้ให้คะแนนพิเศษแก่โรงแรมและรีสอร์ทที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ รวมไปจนถึงการสนับสนุนชาวท้องถิ่นให้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและนำนโยบายสีเขียวมาปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน

10 อันดับสุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติของอโกด้า ประจำปี 2552 มีดังต่อไปนี้

1) เดอะ ท้องทราย เบย์, เกาะสมุย, ประเทศไทย
รีสอร์ทซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหาดเฉวงแห่งนี้ได้ริเริ่ม “โครงการสีเขียว” เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการน้ำเสีย การรีไซเคิล และการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ท้องทราย เบย์ รีสอร์ท ยังได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นด้วยการก่อตั้ง “โรงเรียนรักษ์สมุย” และร่วมมือกับโรงแรมอีกหลายเพื่อรักษาความงดงามของเกาะสมุยไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังสืบต่อไป

2) อลิลา อูบุด และอลิลา แมงกิส, เกาะบาหลี, อินโดนีเซีย
รีสอร์ทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสองแห่งบนเกาะบาหลีนี้ติดอับดับท็อปเท็นโรงแรมรักธรรมชาติของอโกด้าในปี 2550 โดยทั้งคู่มีนโยบายที่จะลดผลกระทบในแง่ลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลากหลายชนิด เช่น การเดินป่า การขี่จักรยาน และชั้นเรียนสอนทำอาหาร รวมถึงมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาวบาหลี

3) โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท, กัมพูชา
โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทแห่งดียวในกัมพูชาที่เคยได้รับรางวัล “เอเชี่ยน เอเนอร์จี้ อวอร์ด” จากการให้ความร่วมมือกับองค์กรอิสระ Agrisud ในการต่อสู้และขจัดความยากจนให้หมดไปจากเสียมเรียบ โดยโซฟิเทลได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรท้องถิ่นและจ้างแรงงานจำนวนหลายร้อยคน

4) เอล นิโด รีสอร์ท, เกาะมินิลอค, ฟิลิปปินส์
เอล นิโด รีสอร์ท ลดปริมาณของเสียที่จะก่อให้เกิดมลภาวะแก่หมู่แมกไม้และป่าโกงกางที่อยู่รอบๆ ด้วยการรีไซเคิลและอนุรักษ์พลังงานผ่านการใช้หลอดฟลูโอเรสเซนท์ นอกเหนือจากนั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังได้จับมือร่วมกับองค์กรท้องถิ่นในการทำความสะอาดชายฝั่งและเฝ้าระวังระบบนิเวศน์ รวมทั้งพนักงานของรีสอร์ททุกคนยังต้องเข้าร่วมในการฝึกอบรมสัมมนาที่มีชื่อว่า “Be G.R.E.E.N.” (Guard, Respect, Educate El Nido) เป็นเวลา 5 วัน

5) เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี รีสอร์ท แอนด์ สปา, มาเลเซีย
เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี ได้นำแนวทางอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลายแนวทางมาประยุกต์ใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด โดยรีสอร์ทแห่งนี้มีนโยบายที่จะลดการบริโภค บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ผงซักฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกรองน้ำทิ้งให้สะอาดด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย

6) บันยันทรี, เกาะบินตัง, อินโดนีเซีย
รีสอร์ทหรูหราแห่งนี้ได้รับการออกแบบและวางแนวคิดเพื่อปกป้องและรักษาป่าเขตร้อนบริเวณรอบๆ ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้อายุตั้งแต่ 50-100 ปี ไม่เพียงเท่านั้น บันยันทรี บินตัง ยังให้การสนับสนุนการพัฒนาของชาวบ้านและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านเครือข่ายหมู่บ้านและพันธมิตรกว่า 40 แห่งในภูมิภาคดังกล่าว

7) โฮเต็ล เดอ ลา เปย์, กัมพูชา
โรงแรมหรูแห่งนี้ให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานแก่ชาวท้องถิ่นและสนับสนุนนกิจกรรมหลากหลายประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การจัดตั้งศูนย์เย็บปักถักร้อย ซึ่งให้การฝึกอบรมด้านทักษะและความรู้แก่หญิงชาวเขมรที่พิการ รวมถึงการมอบโอกาสให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน หรือบริจาคจักรยาน บ่อน้ำ และหมูแก่ครอบครัวที่กำลังต้องการสิ่งของเหล่านี้

8 ) เดอะ ออร์คิด โฮเต็ล, มุมไบ, อินเดีย
เดอะ ออร์คิดถือเป็นโรงแรมในเอเชียแห่งแรกที่ได้ประกาศนียบัตร ECOTEL® อีกทั้งยังชนะเลิศรางวัลมาแล้วมากกว่า 61 รางวัลตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีที่เปิดให้บริการ โรงแรมแห่งนี้มีถังที่ใช้สำหรับเลี้ยงฟาร์มไส้เดือน 9 ถัง นอกเหนือจากนั้น ยังมีโรงบำบัดน้ำเสียและปุ่มสีเขียวพิเศษสำหรับให้ลูกค้ากดเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายในห้องขึ้น 2 องศาเซลเซียสเพื่อเป็นการลดการบริโภคพลังงาน

9) โซนีวา ฟูชิ บาย ซิกซ์เซ้นส์เซส, มัลดีฟส์
โซนีวา ฟูชิได้ริเริ่มโครงการสีเขียวไว้มากมาย เช่น โครงการปลูกต้นไม้ การรณรงค์ให้งดรับประทานหูฉลาม และแผนงานลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอินเดียโดยหันมาใช้กังหันลม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีนักชีววิทยาทางทะเลประจำการอยู่ที่รีสอร์ทคอยให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักและดำลงไปสำรวจใต้มหาสมุทร ที่สำคัญ รีสอร์ทแห่งนี้ยึดถือหลักการสำคัญไว้ข้อหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวซึ่งเน้นในด้านกิจกรรมสบายๆ ไม่เร่งรีบ เช่น การเดินชมธรรมชาติ การดูดาว และกีฬาทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์

10) คิงฟิชเชอร์ เบย์ แอนด์ วิลเลจ เฟรเซอร์ ไอส์แลนด์, ออสเตรเลีย
คิงฟิชเชอร์เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1992 และได้รับรางวัลมาแล้วมากมายในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและศึกษาไว้คอยจับตามองสภาพแวดล้อมของเกาะอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดอีโค่ ทัวร์ให้ความรู้แก่ผู้เข้าพักตั้งแต่ในเรื่องป่าโกงกางไปจนถึงวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิน รีสอร์ทแหงนี้ยังมีฟาร์มไส้เดือนเพื่อหมักของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยและนำกลับมาใช้กับสวนสมุนไพร

ตามหาคลื่นยักษ์ สำหรับนักโต้คลื่น

บรรดานักโต้คลื่นมืออาชีพและเหล่าผู้คลั่งไคล้ในคลื่นยักษ์อาจจะไม่พิศมัยนักกับการเดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าคลื่นลูกใหญ่ในแถบนี้ไม่ได้พบเจอกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในถิ่นสยามบ้านเราหรือในเวียดนาม แต่ต้องขอยกเว้นอินโดนีเซียไว้สักหนึ่งประเทศ

แม้ว่าคลื่นตามชายหาดส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ แต่สำหรับแดนอิเหนาแล้ว รับประกันเลยว่าคุณจะได้มันส์สุดเหวี่ยงไปกับคลื่นลูกยักษ์หลายร้อยลูก อซึ่งทำให้ที่นี่มีชื่อติดอยู่ในท็อปเท็น แหล่งโต้คลื่นยอดนิยมจากทั่วโลก นักเซิร์ฟบอร์ดชื่อดังต่างมุ่งหน้ามายังอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คูต้า บาหลี และหมู่เกาะเมนตาไว) เพื่อสัมผัสกับคลื่นที่ว่ากันว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีความสูงถึง 4 เมตรในช่วงระหว่างเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน และพบเห็นได้บ่อยๆ บริเวณเกาะบาหลี

แต่หากต้องการอะไรที่เร้าใจยิ่งกว่านี้ เราก็ขอแนะนำให้ไปที่จี-แลนด์ หรือกราจากันในเกาะชวาตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งโต้คลื่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากลองขึ้นไปวาดลวดลายการเซิร์ฟบนคลื่นหัวแตกที่ยาวและเร็วที่สุดในโลก งานนี้รับรองว่าคนที่ชื่นชอบคลื่นที่ซัดจากขวาไปซ้ายจะไม่ผิดหวัง อีกหนึ่งสถานที่ๆ ไม่ควรพลาด คือ ปาดังปาดังที่มีคลื่นซัดสาดเข้ามาจากเกือบทุกทิศทาง จนเกิดเป็นคลื่นนอกชายฝั่ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปเยือน คือ มีนาคมจนถึงตุลาคม แต่ถ้าอยากเจอคลื่นลูกใหญ่ ก็ต้องมาในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน

ช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักโต้คลื่นเริ่มหันมาให้ความสนใจในประเทศอย่างฟิลิปปินส์และศรีลังกาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ยังเป็นน้องใหม่ในวงการ รวมถึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางจึงต้องใช้ความอดทนและเวลาอยู่มากพอสมควร แต่เอาเป็นว่า หากจุดหมายปลายทางที่เลือก คือ ฟิลิปปินส์ คุณก็ต้องไปที่เกาะ บาร์ดิคทางตะวันออกเฉียงเหนือของลูซอนในระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม เพราะช่วงนั้นไต้ฝุ่นประจำฤดูจะพัดผ่านทำให้คลื่นมีความสูงกว่า 3 เมตร

ขณะที่ศรีลังกา ซึ่งมีชายฝั่งทอดยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร นับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของชาวประชานักโต้คลื่น เนื่องจากอุดมไปด้วยแหล่งเซิร์ฟวิ่งชั้นยอดมากมาย เช่น มาทารา (แปลว่าจุดลับ) บริเวณชายฝั่งด้านใต้ที่มีคลื่นขนาบข้างมาจากทั้งฝั่งซ้ายและขวา เหมาะจะเป็นสถานที่ฝึกหัดสำหรับนักโต้คลื่นฝีมือระดับปานกลาง นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีอ่าวอารูกัมทางตะวันออกเฉียงใต้ที่มาพร้อมกับคลื่นยักษ์ในยามรุ่งสาง รวมทั้งมีคลื่นยาวที่พัดจากซ้ายไปขวาให้ได้สนุกกันอย่างต่อเนื่อง แค่นี้คงพอจะคุ้มค่ากับการเสียเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมงมาจากสนามบินที่ใกล้ที่สุด

ส่วนมือใหม่ทั้งหลายที่เกรงว่าจะได้รับอันตรายจากคลื่นยักษ์ ก็อาจจะเลือกไปโต้คลื่นที่มาเลเซีย หรือไม่ก็ที่เมืองไทยเรานี่ล่ะในช่วงฤดูมรสุม ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งช่วงนั้นคลื่นจะมีความสูงราว 2 เมตร ชายหาดยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นหาดกะตะใหญ่ หาดกะตะน้อย และหาดป่าตองในภูเก็ต โดยหาดเหล่านี้มีชุมชนคนรักการโต้คลื่นที่พร้อมจะผลักดันให้แดนสยามเมืองยิ้มของเราเป็นแหล่งโต้คลื่นชื่อดังในอนาคต

นอกเหนือจากชายหาดอันสวยงาม สภาพอากาศสดชื่น และคลื่นที่ซัดสาดแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าดึงดูดใจ คือ สถานที่พักราคาประหยัดมากมายหลายแห่ง ซึ่งการันตีได้เลยว่าจะไม่สร้างความลำบากให้แก่เงินในกระเป๋าของคุณอย่างแน่นอน

โปรโมชั่นเด็ด Agoda/Paypal รับเงินคืน $50

Agoda Paypal promotion

ใครวางแผนท่องเที่ยวอยู่ รีบเช็คด่วนเลย โปรโมชั่นเด็ดๆ จาก Agoda และ Paypal คืนเงินตั้ง $50 (ประมาณ 1700 บาทเลยนะ) เราจองไปเรียบร้อยแล้ว Emperor Hotel มาเก๊า 3 คืน ก็ประมาณ 240 กว่าดอลล่าห์ เลยใช้โปรโมชั่นนี้ได้พอดีเลย อิอิ

ก๊อบรายละเอียดจากเว็บอโกด้ามาให้นะคะ http://www.agoda.co.th/specialoffers

ข้อกำหนดและเงื่อนไขโปรโมชั่นของ PayPal ระหว่างวันที่ 12-31 ตุลาคม 2552

จองโรงแรมกับเว็บไซต์อโกด้าและชำระเงินด้วย PayPal ระหว่างวันที่ 12 ตุลาคมถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2552 ท่านจะได้รับเงินคืน 50 ดอลลาร์สหรัฐในบัญชี PayPal เมื่อการจองของท่านมีมูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่า เฉพาะสำหรับ 800 การจองแรกเท่านั้นและจำกัดสิทธิการรับเงินคืนหนึ่งครั้งต่อหนึ่งการจอง ทั้งนี้ การจองที่ชำระเงินผ่าน PayPal จะได้รับแต้มสะสมเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย ทุกการจองที่ได้รับสิทธิดังกล่าวจะได้รับเงินคืน 50 ดอลลาร์สหรัฐในบัญชี PayPal ภายในวันที่ 31 พฤศจิกายน 2552 หากท่านไม่ได้รับเงินคืนก่อนเดือนธันวาคม 2552 กรุณาสอบถามโดยตรงได้ที่ PayPal

ทำความรู้จักกับคอนนอต เพลสในกรุงนิวเดลี

ทำความรู้จักกับคอนนอต เพลสในกรุงนิวเดลี

            เป็นที่รู้กันดีกว่าอินเดียมีประชากรอยู่มหาศาลและขึ้นชื่อในเรื่องความแออัดยัดเยียด แต่แดนภารตะก็มีความน่าทึ่งอยู่ด้วยกันในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ผู้คน และอาหาร แม้ว่าช่วงที่เดินทางมาถึงกรุงนิวเดลีใหม่ๆ อาจจะต้องใช้เวลาทำใจกับเสียงอึกทึกและหมอกควันอยู่บ้าง ทว่าเมื่อคุ้นเคยกับนครหลวงของอินเดียแล้ว เราก็อยากแนะนำให้คุณๆ ได้ไปเที่ยวชมย่านที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง

            คอนนอต เพลส หรือ ซีพี (อย่าสับสนกับบริษัทผลิตอาหารบ้านเรานะครับ) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและศูนย์กลางด้านธุรกิจในกรุงนิวเดลี ชื่อของสถานที่แห่งนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ดุคแห่งคอนนอต ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย โดยได้รับการสร้างขึ้นในปี 1933 ในสมัยที่อินเดียยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยุคนั้นถือได้ว่านี่เป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและก็ยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมหลายๆ อย่างไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลายมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ บันเทิง และท่องเที่ยวประจำกรุงนิวเดลี จึงทำให้ที่นี่มีลูกค้าหลั่งไหลมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสินค้าหลากหลายชนิดไว้ให้ได้จับจ่ายซื้อหา โดยซีพีถูกแบ่งออกเป็นบล็อคต่างๆ ตามตัวอักษร และคราคร่ำไปด้วยร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอินเทรนด์ ร้านค้าขนาดใหญ่ที่จำหน่ายหัตถกรรมและเครื่องใช้ที่ทำด้วยมือ  และร้านริมทางซึ่งมีของกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักสำหรับเป็นของฝากติดมือกลับบ้าน รวมไปจนถึงมีร้านแผงลอยให้ได้ลิ้มลองจานเด็ดตำรับอินเดีย

            ไม่เพียงแต่จะโด่งดังในเรื่องแหล่งช็อปปิ้งเท่านั้น ซีพียังเป็นที่รู้จักในเรื่องภัตตาคารรสเลิศที่มีพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นฟาสท์ฟู้ดที่คุ้นเคยกันดีของทั้งอเมริกันและอินเดีย คอฟฟี่ช็อป ร้านหรูระดับ 5 ดาว ร้านราคาประหยัด และบาร์กับผับชั้นยอด แต่ถ้าจะถามว่าร้านไหนขึ้นชื่อที่สุดแล้ว คงหนีไม่พ้นร้านเดอะ ยูไนเต็ด คอฟฟี่ เฮาส์ ซึ่งเป็นคาเฟ่ยอดนิยมที่มักจะเต็มอยู่ตลอดเวลาและมีลูกค้ายืนรอเป็นแถวยาวเหยียดอยู่ด้านนอก

            สิ่งหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้แก่คอนนอต เพลส คือ ดีไซน์ทรงกลมที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายบนแผนที่ บริเวณวงกลมรอบนอกเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานและธนาคารหลายแห่ง ขณะที่วงกลมชั้นในอุดมไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้ ยังมีสถานีรถไฟใต้ดินราจีฟ ชอว์คที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดตั้งอยู่บริเวณใจกลางของซีพี         โดยด้านบนของสถานีมี “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่นิยมใช้จัดงานด้านวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี

แต่ถ้าใครต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของก๊อปปี้) ก็ต้องไปที่พาลิกา บาซาร์ ซึ่งเป็นตลาดใต้ดินที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวงกลมรอบนอกกับรอบใน และมีร้านค้ามากเกือบ 400 แห่ง จนว่ากันว่ามีคนมาเดินช็อปปิ้งอย่างน้อย 10,000 คนแทบจะทุกวัน ถัดมาไม่ไกลจากพาลิกา คุณก็จะได้พบกับตลาดจันพาท หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดกรุงนิวเดลี พร้อมด้วยร้านค้าที่จำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ งานหัตถกรรม กระเป๋า และหนังสือ บอกไว้ก่อนว่าร้านเหล่านี้ไม่มีป้ายราคาติดไว้ คุณจึงต้องใช้ทักษะในการต่อราคาสักหน่อย ที่นี่ก็เหมือนเช่นตลาดทั่วไปๆ ที่มักจะเต็มไปด้วยร้านอาหารแผงลอย ซึ่งมีขนมขบเคี้ยวท้องถิ่น เช่น Chatt และ Paani Puri ให้ได้ลิ้มชิมรส แต่ขอเตือนไว้นิดหนึ่งให้ระวังเรื่องความสะอาด เพราะคงไม่มีใครอยากกลับจากอินเดียพร้อมด้วยโรคท้องร่วงหรือโรคบิด

นอกเหนือจากร้านรวงต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว ภายในซีพียังมีบริษัททัวร์และสำนักงานของกระทรวงการท่องเที่ยวอินเดียคอยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงมีธนาคารและตู้เอทีเอ็มหลายแห่งไว้บริการ ช่วยให้การแลกเปลี่ยนเงินตราและการนำเช็คไปขึ้นเงินกลายเป็นเรื่องง่าย ส่วนโรงแรมในละแวกนั้นก็มีตั้งแต่โรงแรมพื้นๆ ไปจนถึงโรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว งานนี้ถ้าใครอยากจะไปสัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่อันเก๋ไก๋ในกรุงนิวเดลีแล้วล่ะก็ คอนนอต เพลสนับเป็นสถานที่ๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ไต้หวัน ไนท์มาร์เก็ต

ไต้หวัน ไนท์มาร์เก็ต

เมื่อดวงตะวันลาลับขอบฟ้าเหนือกรุงไทเป ชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยวต่างพากันมุ่งหน้าไปยังตลาดกลางคืนที่มีอยู่มากมายหลายแห่งเพื่อเดินเล่นและจับจ่ายซื้อสินค้า หรือไม่ก็หาของอร่อยรับประทาน โดยตลาดกลางคืนนับเป็นส่วนสำคัญของยามราตรีในไต้หวัน เนื่องจากคลาคล่ำไปด้วยร้านค้าริมทางที่จำหน่ายอาหารปรุงสดใหม่และของที่ระลึกนานาชนิดให้ได้เลือกสรรกันตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงดึกดื่น ซึ่งงานนี้รับประกันได้เลยว่าคุณจะได้ลิ้มลองจานเด็ดรสเลิศตำรับไต้หวัน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าตลาดกลางคืนอันขึ้นชื่อมีที่ไหนกันบ้าง

1. Shilin Night Market

นี่คือตลาดกลางคืนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเขต Shlin ของไทเป บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มตั้งร้านขายของกันตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็น แต่บรรยากาศจะมาคึกคักกันจริงๆ ในช่วง 2 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ก่อนจะปิดลงหลังเที่ยงคืน ตลาดแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารท้องถิ่นหลากเมนู เช่น ขนมปังปิ้ง ลูกอมถั่ว ไข่เจียวหอยนางรม และเทียนบูล่า (เทมปุระสไตล์ไต้หวัน) เรียกว่าเป็นแดนสวรรค์ของอาหารก็คงไม่ผิดนัก อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าขายในราคาไม่แพง พร้อมบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงงานคาร์นิวาล แถมการเดินทางไปก็ยังสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน

2. Huaxi Street Tourist Night Market

ตลาดแห่งนี้มีอายุกว่า 50 ปี ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Longshan Temple โดยใช้เวลาเดินเพียง 5 นาทีและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะภายในตลาดมีขนมขบเคี้ยวหลากชนิด อาหารสมุนไพร และงานศิลปะหัตถกรรมของจีนให้ได้เลือกซื้อหา รวมทั้งมีร้านนวดเท้าและสปาเพื่อสุขภาพไว้บริการแก่ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินท่องตลาด นอกเหนือจากนั้น ยังมีภัตตาคาร Tianan Danzai Noodle House ที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์ศิลปะและเสิร์ฟอาหารทะเลให้ลูกค้าได้ลองลิ้มชิมรส

3. Fengjia Night Market

ตลาดกลางคืน Fengjia มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของไต้หวัน ตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัย Feng Chia ในเมือง Taichung และถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1963 ปัจจุบัน มีร้านค้าและร้านอาหาร มากกว่า 1,000 ร้านเรียงรายอยู่ข้างสองฝั่งทางของถนน Wenhua จุดเด่นของตลาดแห่งนี้อยู่ที่อาหารฟิวชั่นที่ทันสมัยและมีให้เลือกมากมายหลากหลายเมนู พร้อมด้วยจานเด็ดยอดนิยม เช่น หมั่นโถวกับเนื้อเป็ด และขนมซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้า

4. Siaobei Night Market

ตลาดกลางคืนแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางด้านอาหารที่มีสีสันของเมือง Tainan ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 และมีร้านอาหารมากกว่า 200 ร้านคอยนำเสนอความอิ่มอร่อยแก่ผู้ชื่นชอบการรับประทาน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเรื่อยไปจนถึงหลังเที่ยงคืน ถ้ามาเยือนตลาด Siaobei ทั้งทีแล้วไม่ลองทานอาหารท้องถิ่นอย่าง ซุปเกี๊ยวซ่า ก๋วยเตี๋ยวปลาไหล น้ำแข็งใสกับน้ำตาลทรายแดง และซุปปลามาร์ลินเปรี้ยวหวาน แล้วล่ะก็ ถือว่าคุณเดินทางมาไม่ถึง แต่หากต้องการชิมอะไรที่แหวกแนวกว่านี้ ก็ยังมีเต้าหู้ยี้ทอดร้อนๆ อีก 20 ชนิดให้ได้ลิ้มลอง

5. Luihe Night Market

Luihe อาจเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่สนุกสนานมีสีสันมากที่สุดของไต้หวัน ตั้งอยู่ในเมือง Kaohsiung ตลาดแห่งนี้เพียบพร้อมไปด้วยร้านค้าที่ขายอาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม เสื้อผ้า และสัตว์เลี้ยง ขณะที่สองข้างฝั่งทางของถนนหลักก็มี คาเฟ่ ภัตตคาร และร้านค้าปลีกเครือข่ายนานาชาติเรียงรายอยู่มากมาย ใครที่กำลังอยู่ในข่วงไดเอตคงจะตบะแตกก็งานนี้ เพราะร้านอาหารที่มีอาหารชวนน้ำลายสอหลากหลายชนิดไว้ยั่วยวนใจคุณ ทั้งข้าวโพดปิ้ง ทาโกะยากิ ปีกไก่ย่าง น้ำแข็งใสใส่ผลไม้รวม และน้ำอ้อย

จานเด็ดที่ยังไงก็ห้ามพลาด

ไข่เจียวหอยนางรม – นี่คืออาหารที่หารับประทานได้จากตลาดกลางคืนทุกแห่งในไต้หวัน พ่อครัวจะทอดไข่เจียวลงบน  กระทะแบน แล้วใส่หอยนางรม แป้ง และผักลงไปผสม จากนั้น ก็เติมซอสสูตรพิเศษที่ทำขึ้นเองเป็นการปิดท้าย เท่านี้ก็คุณก็จะได้อิ่มอร่อยกับไข่เจียวที่มีรสชาติหวานและเผ็ดกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เต้าหู้ยี้ – เต้าหู้ที่มีกลิ่นอันรุนแรงนี้เป็นของทานเล่นประจำชาติของไต้หวันอย่างไม่เป็นทางการ โดยสามารถนำมาทอดหรือย่างก็ได้ ปกติแล้ว ในหนึ่งจานจะประกอบไปด้วยเต้าหู้หมักผสมนมเปรี้ยว ผัก และเนื้อ ใครที่อยากกินของอร่อยโดยไม่สนเรื่องกลิ่น ไม่ควรพลาดเป็นอันขาด

เที่ยวปีนัง

เที่ยวปีนัง

ปีนังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่พักตากอากาศชั้นนำของมาเลเซีย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิลล่าสไตล์  โคโลเนี่ยลและอาคารพาณิชย์อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ส่วนมากตั้งอยู่ในเมืองจอร์จทาวน์ ซึ่งเป็นนครหลวงของรัฐปีนัง ที่สำคัญ ภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต เช่น เรื่อง Anna and the King และเรื่อง Indochina ก็เคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำกันมาแล้ว

ถ้าจะถามถึงหาดชื่อดังในปีนัง ชื่อแรกที่เรานึกถึง คือ หาดบาตูเฟอริงกิ ซึ่งทอดตัวอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือของเกาะ ชายหาดแห่งนี้โดดเด่นด้วยกลิ่นอายของแถบเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลและถนนที่เงียบสงบ โดยเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมและรีสอร์ทขนาดใหญ่หลายแห่ง พร้อมด้วยภัตตาคาร ร้านบริการรถให้เช่า และร้านขายสินค้าที่ระลึกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ได้เพลิดเพลิน เช่น กีฬาทางน้ำ ล่องเรือ และดำน้ำสน็อกเกิ้ล ขณะที่วัดเค็ก ล็อก ซี ที่มีเจดีย์ทองประดับด้วยพระพุทธรูปแกะสลัก 1 หมื่นองค์ ก็ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ปีนังยังได้รับการขนานนามให้เป็น “เมืองหลวงแห่งอาหารของมาเลเซีย” เพราะมีจานเด็ดที่เป็นเอกลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง ซึ่งอาหารของที่นี่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารตำรับจีน นนยา มาเลย์ อินเดีย และไทย คุณสามารถเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารหลากหลายชนิดได้จากร้านค้าริมทางในเกอร์นีย์ ไดรฟ์, ปูเลา ติกุส, นิวเลน, สวาโตว์เลน, ถนนปีนัง และถนนชูเลีย

หากใครกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่เพียบพร้อมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมจากยุคโบราณ ชายหาดอันสวยงาม และอาหารการกินนานาชนิด งั้นเราก็ขอแนะนำปีนังให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการเดินทางไปพักผ่อนของคุณ

โซซัว หาดสวยน้ำใสในแถบอเมริกากลาง

หากจะพูดถึงน้ำทะเลใสบริสุทธิ์แล้วล่ะก็ ในเมืองไทยของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เข้าข่ายนั้น เช่น เกาะสิมิลัน เกาะสุรินทร์ และ ทะเลตรัง ส่วนเมืองนอกเมืองนาเอง ก็ใช่ย่อยซะเมื่อไหร่ เพราะมีชายหาดอยู่ไม่น้อยที่ขึ้นชื่อในเรื่องน้ำใส และหนึ่งในหาดที่เราจะพาคุณไปรู้จักวันนี้ คือ หาดโซซัว ในประเทศสาธารณรัฐ โดมินิกัน ซึ่งตั้งอยู่ในแถบอเมริกากลาง

ชายหาดและน้ำทะเลของที่นี่ต้องบอกว่าตระการตาเอามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาดทรายสีทองที่ทอดตัวยาวอยู่ริมมหาสมุทรนั้นช่างยั่วยวนใจให้ลงไปเดินเล่นเสียเหลือเกิน อีกทั้งยังมีต้นมะพร้าวสูงตระหง่านมากมายคอยให้ร่มเงาบดบังแสดแดดอันแรงกล้า ขณะที่น้ำทะเลก็ใสแจ๋วซะจนมองเห็นพื้นสมุทรได้อย่างชัดเจน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำน้ำสน็อกเกิ้ลเพื่อชมเต่าทะเลและปลาการ์ตูนสีสันสดใส

ในละแวกใกล้เคียงยังมีหาดคาบาเรเต้ที่มักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันว่าวและวินด์เซิร์ฟอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าคุณไม่ใช่แฟนตัวยงของกีฬาดังกล่าว เราขอแนะนำให้อยู่โยงที่หาดโซซัวไปยาวๆ เพราะสวยกว่ากันเยอะ แถมยังมีพวกหน้าม้าขายของน้อยกว่าที่อื่นๆ

หลังจากชื่นชมหาดทรายกับทะเลกันไปแล้ว ทีนี้ มาพูดถึงเรื่องอาหารการกินกันบ้างดีกว่า อาหารตำรับดั้งเดิมของที่นี่ คือ ข้าวผัดไก่และถั่ว ซึ่งบอกได้เลยว่าธรรมดามากๆ เรียกว่าหากินตามบ้านเราน่าจะถูกปากมากกว่า ส่วนเมนูที่น่าจะพอไปวัดไปวาได้ ก็มีพิซซ่า พาสต้า ขนมปังบาแก็ต และอาหารบุฟเฟ่ต์หลากหลายชนิดที่มีให้ลิ้มลองอยู่ตามร้านอาหารบริเวณชายหาด ร้านโปรดของเรามีชื่อว่าร้าน Britannia ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่าย ราคาไม่แพง และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่เบียร์ท้องถิ่นเย็นฉ่ำรสชาติลื่นคอยี่ห้อ Brahma ซึ่งถูกอกถูกใจเราเป็นอย่างมาก

ไหนๆ ก็อุตส่าห์ถ่อมาไกลถึงแถบคาริบเบียนแล้ว จะไม่ตะลุยท่องราตรีซะหน่อย ก็ออกจะกระไรอยู่ ซึ่งที่หาดโซซัวนี้ก็มีสถานบันเทิงแทบจะทุกแบบไว้บริการ ตั้งแต่ค็อกเทลบาร์บรรยากาศเงียบสงบที่เหมาะแก่การนั่งสนทนาเพลินๆ กับคนรัก ไปจนถึงไนท์คลับอินเทรนด์ เช่น ร้าน Club X ที่เปิดยันสว่าง รวมทั้งมีกระทั่งคาสิโนให้ได้เสี่ยงโชคเล็กๆ น้อยๆ

โดยรวมแล้ว หาดโซซัวถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและมีความน่าสนใจอยู่ในตัว เอาเป็นว่าแค่ได้ไปเห็นชายหาดกับน้ำทะเลก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว แต่ขอเตือนล่วงหน้าไว้อย่างหนึ่งว่าต้องทำใจกับชาวท้องถิ่นที่จ้องจะขายของให้กับคุณอยู่ตลอด หากไม่คิดอะไรมากกับเรื่องดังกล่าวและมีเงินในกระเป๋าพร้อม ก็อย่ารอช้า รีบจองโรงแรม แล้วไปดื่มด่ำกับหาดสวยทะเลใสในโซซัว

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวไฮโซและเหล่าคนดัง

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวไฮโซและเหล่าคนดัง

เมื่อพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวแบบหรูหรา เราๆ ท่านๆ คงต้องยอมรับกันโดยดุษฎีว่า พวกบรรดาไฮโซไฮซ้อและดาราทั้งหลายช่างรู้ลึกรู้ดีในเรื่องนี้กันเสียจริงๆ  เพราะพวกเขาเก่งกาจในเรื่องการหาสถานที่พักสุดหรูและเป็นส่วนตัว พร้อมด้วยบริการชั้นเลิศ แถมยังอยู่ห่างไกลจากความพลุกพล่าน หรือไม่เช่นนั้น ก็อยู่ท่ามกลางปาปาราซซี่ (อันนี้ขึ้นอยู่กับการแนะนำของนักประชาสัมพันธ์ของดาราแต่ละคนจ้า) โรงแรมเหล่านี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนบ้านๆ อย่างพวกเรา บางแห่งมีกระทั่งบริกรส่วนตัวคอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง, รถหรูพร้อมสารถี, เรือสปีดโบ้ท, อุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับสุดยอด และที่ขาดไม่ได้ คือ ความสามารถในการจัดหาสิ่งของหรือบริการได้ตามคำร้องขอสุดระห่ำของคุณลูกค้า แม้ห้องพักและห้องสวีทจะมีราคาแพงหูฉี่ แต่เงินเพียงไม่กี่พันดอลลาร์แลกกับความหรูหราอลังการ แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกหากคุณมีเงินอีกหลายล้านนอนอุ่นอยู่ในบัญชี งานนี้ อโกด้าขอรับอาสาพาไปซอกแซกดูกันว่าเหล่าคนดังและผู้มีสตางค์ทั้งหลายนิยมชมชอบไปพักผ่อนยังที่ใดกันบ้าง ตามมาดูกันเลย

มัลดีฟส์: ณ เกาะสวรรค์อันน่าทึ่งแห่งนี้ คุณจะได้แหวกว่าย (หรือบางทีอาจจะเปลี่ยนเป็นจมดิ่งก็เป็นได้เนื่องจากปัญหาโลกร้อน) อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยเมื่อช่วงต้นปี เฟอร์กี้และจอช ดูฮาเมลได้เลือกเดินทางมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่โรงแรม One & Only Reethi Rah ในมัลดีฟส์ หลังจากการแต่งงานในมาลิบู โรงแรมแห่งนี้เป็นหนึ่งในโรงแรมที่หรูหราที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวและสามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยเรือยอชต์ของรีสอร์ทเท่านั้น ให้บริการบ้านพักริมชายหาดและกลางทะเล พร้อมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมงไว้คอยตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า และด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวบริสุทธิ์  ความเงียบสงบเป็นส่วนตัว และความเลิศหรูอลังการ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นที่สุดแห่งการพักผ่อนสไตล์ชาวเกาะ

โบราโบรา: สถานที่ท่องเที่ยวอันห่างไกลแห่งนี้มอบความอิสระให้เหล่าดาราได้นอนพักผ่อนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปาปาราซซี่มาด้อมๆ มองๆ แอบถ่ายภาพ เกาะโบราโบราซ่อนตัวจากชาวโลกอยู่ในเฟรนช์โปลีเนเซีย ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องโรบินสัน ครูโซผจญภัย เพียงแต่งานนี้มีบริกรส่วนตัว สปา และอาหารรสเลิศเสิร์ฟพร้อมแชมเปญไว้บริการ หนึ่งในโรงแรมยอดนิยมของที่นี่ คือ โรงแรม Bora Bora ซึ่งอยู่ในเครือ Aman Resort (กลุ่มโรงแรมที่แต่เดิมดูแลบังกะโลที่สร้างขึ้นในทะเล) นอกเหนือจากนั้น ยังมีโรงแรม St. Regis Bora Bora ซึ่งให้บริการบ้านพักที่นำเสนอที่สุดแห่งความเป็นส่วนตัว พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน โดยบ้านพักเดอะ รอยัล เอสเตท ประกอบไปด้วย ห้องนอน 3 ห้อง ห้องนั่งเล่น 2 ห้อง ห้องครัว ห้องทานอาหาร สระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องทำงาน บริเวณสปาพร้อมห้องซาวน่า อ่างอาบน้ำสไตล์ตุรกี และอ่างน้ำวน ทั้งนี้ เหล่าดาวดังฮอลลีวู้ดที่เคยแวะเวียนมาใช้บริการที่เดอะ รอยัล เอสเตท ก็มีทั้งคีธ เออร์บานและนิโคล คิดแมนที่มาฮันนีมูน, อีวา ลองโกเรียกับโทนี่ พาร์คเกอร์, คริสเตียน เบลล์ และวินซ์ วอห์น

ฮาวาย: ฮาวายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในฐานะบ้านเกิดของประธานาธิบดีโอบาม่าและเป็นสถานที่ตากอากาศซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในอเมริกาเหนือสำหรับผู้มีอันจะกินและดาราชั้นนำ โดยโรงแรม Four Seasons Hualalai บนชายฝั่ง Kona Kohala ของเกาะบิ๊กไอส์แลนด์ คือ ตัวเลือกยอดนิยม ซึ่งอดีตคู่รักดาราอย่าง อนิสตัน-พิตต์ และสเปียร์-เฟอร์เดอร์ไลน์ เคยมาใช้บริการก่อนจะเลิกรากันไป นอกจากนี้ ปารีส ฮิลตัน ก็แวะเวียนมาที่นี่เป็นประจำ โดยในปี 2007 เธอมาเข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้หลังพ้นจากการรับโทษในคดีเมาแล้วขับ ห้องพักทุกห้องของ Four Seasons Hualalai ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะและมีทัศนียภาพอันตระการตา ปัจจุบัน เกาะบิ๊กไอส์แลนด์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนดัง เนื่องจากมีบรรยากาศที่สบายๆ เหมาะจะใช้เป็นสถานที่พักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว

เซนต์บาร์ทส์: เซนต์บาทส์ได้รับการขนานนามอยู่บ่อยๆ ว่าเป็น “สนามเด็กเล่นของไฮโซและผู้มีชื่อเสียง” อย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้ คู่รักนักร้อง เจย์ซีและบียองเซ่ ก็เพิ่งแวะมาพักผ่อนนอนกินลมบนเรือยอชท์หรูส่วนตัว แต่สำหรับผู้ที่ไม่รวยขนาดเป็นเจ้าของเรือยอชท์ ก็สามารถเข้าพักได้ที่โรงแรม Eden Rock ริมชายหาด โดยแต่เดิมที่นี่เคยเป็นที่พำนักของนายกเทศมนตรีคนแรกของเซนต์บาทส์ ให้บริการห้องสวีทเริ่มต้นที่ราคา 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน ขณะที่บ้านพักชายทะเลขนาด 3 ห้องนอนสนนราคาพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืนสำหรับการพักขั้นต่ำ 3 คืน โรงแรมหรูแห่งนี้มีพนักงานกว่า 100 คนไว้คอยอำนวยความสะดวกแก่แขกเพียง 66 คน แถมยังอ้างอีกด้วยว่าไม่มีทางที่ลูกค้าจะได้ยินคำว่า “ไม่” ในระหว่างการเข้าพัก งั้นก็แปลว่าเหล่าคนดัง เช่น  ทอม แฮงค์ มารายห์ แครี่ย์ และฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ ได้ทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการเมื่อเดินทางมาหาความสำราญที่โรงแรมอันน่าทึ่งนี้

เซนต์โทรเปซ: สถานที่พักร้อนชั้นนำแห่งนี้ตั้งอยู่บนเฟรนช์ ริเวียร่า โดยมีประชากรไม่ถึง 6,000 คน แต่จำนวนดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นมากเกินกว่า 100,000 คนในช่วงซัมเมอร์ ส่วนมากแล้ว เหล่าเซเลบทั้งหลายจะเดินทางมาเซนต์โทรเปซด้วยเรือยอชท์หรูและทอดสมอจอดอยู่ที่นอกชายฝั่ง ก่อนจะมุ่งหน้ามาเล่นน้ำบริเวณชายหาดแพมพีลอนเน่ (Pampelonne) ซึ่งมีความยาว 5 กิโลเมตรและกว้าง 30 เมตร คนดังที่เคยมาเยือนที่นี่ก็มีทั้งครอบครัวเบ็คแฮม โบโน่ จอร์จ คลูนี่ และนาโอมิ แคมป์เบลล์ โดยสถานที่ๆ พวกเขาเลือกเข้าพักอยู่เสมอ คือ โรงแรม Byblos ซึ่งให้บริการห้องสวีทราคาสูงลิบถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อคืน นอกจากนี้ ยังมี Les Caves du Roy ซึ่งเป็นฮอตสปอตสำหรับงานปาร์ตี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางโรงแรม และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในวงการแฟชั่น อย่าง นาโอมิ แคมป์เบลล์ เคต มอสส์ และโดนาเทลล่า เวอร์ซาเช่

ลอนดอน: แม้ว่าเกาะและชายหาดจะเป็นแหล่งพักผ่อนชั้นยอด แต่ต้องมีบางครั้งบ้างล่ะน่าที่คุณอยากจะไปชิลเอาท์ที่ผับ พร้อมกับดื่มเบียร์แกล้มด้วยฟิชแอนด์ชิพอร่อยๆ ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณถวิลหา ลอนดอน คือ คำตอบที่ลงตัวสำหรับงานนี้  และเมื่อมาเมืองหลวงของอังกฤษทั้งที คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเข้าพักที่โรงแรม Dorchester ซึ่งเคยให้การต้อนรับดาราฮอลลีวู้ดและราชนิกูลมาแล้วมากมาย ยกตัวอย่างเช่น สุลต่านแห่งบรูไนจะเสด็จมาประทับที่นี่ทุกครั้งเมื่อท่านมาเยือนกรุงลอนดอน นอกจากนี้ แบรด พิตต์กับแองเจลิน่า โจลี่ พร้อมด้วยลูกๆ ก็เพิ่งเดินทางมาเข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้ระหว่างการร่วมงาน BAFTA โดยเลือกใช้บริการห้องสวีทราคา 8,000 ดอลลาร์ต่อคืน! ห้องพักที่ Dorchester มีลักษณะคล้ายกับบ้านชนบทของอังกฤษและมองออกไปเห็นไฮด์ พาร์ค

ไมอามี่: คงมีสถานที่ปาร์ตี้เพียงไม่กี่แห่งที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปกว่าชายหาดทางใต้ของเมืองไมอามี่ และโรงแรมที่เหมาะสำหรับผู้มั่งคั่งและดาวดังทั้งหลาย ก็คือ The Setai Resort ซึ่งมีปีกอาคารไว้บริการเหล่าเซเลบโดยเฉพาะ นอกเหนือจากนั้น ยังมีพนักงานไปคอยให้การต้อนรับถึงสนามบิน พร้อมผ้าขนหนูร้อนๆ และแชมเปญ ก่อนจะพาแขกคนพิเศษเดินทางมายังรีสอร์ทด้วยรถส่วนตัว ห้องพักของที่นี่ได้รับการจัดเตรียมให้ตรงกับความต้องการของดาราชื่อดัง อีกทั้งยังมีพนักงาน บริกรส่วนตัว และล็อบบี้แยกต่างหากไว้คอยอำนวยความสะดวก พร้อมด้วยสระว่ายน้ำ 3 แห่งริมทะเล กีฬาทางน้ำ ห้องอาหารกว้าง 15,000 ตารางฟุต และบาร์ริมสระขนาด 90 ฟุต ที่สำคัญ รีสอร์ทแห่งนี้ให้บริการเรือยอชต์ส่วนตัวและเครื่องบินให้เช่าอีกด้วย โดยนักร้องและนางแบบที่นิยมแวะเวียนมาที่ The Setai Resort มีทั้งเจย์ซีกับบียองเซ่ ไฮดี้ คลูม และมารายห์ แครีย์

ลอส คาบอส: ทำเลซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองแอล.เอ.เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คาบสมุทรบาฮาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ที่ได้รับความนิยมจากคนดังทั้งหลาย ตั้งแต่เจนนิเฟอร์ อนิสตันไปจนถึงนักแสดงจาก The hills รายการเรียลลิตี้ โชว์ของเอ็มทีวี โดยรีสอร์ทยอดฮิตที่เหล่าดารามาเข้าพักเป็นประจำ คือ One & Only Palmilla Resort ซึ่งมีมาร์การิต้าและไอศกรีมโลลลี่ป๊อปรสทับทิม หรือไม่ก็เหล้าเตอกิล่าไว้คอยต้อนรับลูกค้าเมื่อเช็คอิน นอกเหนือจากนั้น ยังมีรถฮัมเมอร์ไว้อำนวยความสะดวกในการพาแขกผู้เข้าพักไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่การเดินทางจาก/ถึงสนามบิน ก็มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสยูวีคอยให้บริการ ไฮดี้และสเปนเซอร์ (จากรายการ The Hills) พักอยู่ที่นี่เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานหลังซัดเตอกิล่าไปสองสามแก้ว อีกทั้งยังเป็นสถานที่ๆ คริสติน่า อากีเลร่าใช้จัดงานปาร์ตี้สละโสดของเธอ

ลาส เวกัส: ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเหล่าเซเลบชอบลาส เวกัส ที่ได้รับฉายาว่า “Sin City” ทำไมน่ะเหรอ? ก็จะมีอะไรสนุกไปกว่าการได้ปาร์ตี้ในวีไอพีเลานจ์ เล่นพนันในคาสิโน และสนุกสุดเหวี่ยงในคลับส่วนตัวอย่าง PURE และ LAX นอกจากนี้ บริเวณลาส เวกัส สตริปยังเป็นที่ตั้งของโรงแรม The Ballagio ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องน้ำพุเต้นรำและเป็นแหล่งพำนักของดาราเกรดเอชื่อดัง โดยมีพื้นที่คาสิโนกว้างถึง 10,000 ตารางเมตร และอีกกว่า 60,000 ตารางเมตรสำหรับสปา เบลลาจิโอ รวมถึงมีภัตตาคารและคาเฟ่ 15 แห่ง ไนท์คลับ 6 แห่ง สระว่ายน้ำ 5 แห่ง และอ่างจาคุซซี 4 แห่งไว้บริการในบรรยกาศสไตล์เมดิเตอรเรเนียนอันชุ่มฉ่ำ

ขณะที่ด้านนอกของเวกัส สตริป เป็นที่ตั้งของโรงแรม The Hard Rock ซึ่งแบรด พิตต์ (หมอนี่อยู่ติดบ้านบ้างไม่ได้รึไงนะ?) เดินทางมาพักผ่อนร่วมกับลูกชาย แมดด็อกซ์และแพ็กซ์ ก่อนงานประกาศรางวัลออสการ์ โรงแรมแห่งนี้มีพื้นที่คาสิโนกว้าง 30,000 ตารางเมตร และมีร้านอาหาร Nobu กับ The Pink Taco ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาคนดัง

เซนต์ มอริตซ์: ในฤดูหนาว เหล่าดาราต่างมุ่งหน้ามาเล่นสกีกันที่เนินเขา และคงไม่มีที่ใดจะแจ๋วไปกว่าเซนต์ มอริตซ์ เนื่องจากที่นี่มีแสงอาทิตย์ส่องสว่างถึง 300 วันต่อปี โดยเป็นหนึ่งในเมืองตากอากาศที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุดในทวีปยุโรป ตัวเลือกที่คนดังนิยมใช้บริการกันมาอย่างนมนาน คือ โรงแรม Badrutt’s Palace ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับสปามากมาย รวมทั้งมีภัตตาคาร 7 แห่ง บาร์ 4 แห่ง (หนึ่งในนั้น คือ King’s Club ซึ่งเป็นร้านเจ้าประจำของเคต มอสส์) และคลับเฉพาะสมาชิก 2 แห่ง เซเลบที่แวะเวียนมาที่นี่มีมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ชาห์แห่งอิหร่านและอริสโตเติล โอนาซิส ไปจนถึงจอร์จ คลูนีย์และคลอเดีย ชิฟเฟอร์ ทุกคนเข้าพักในห้องสวีทซึ่งมีราคาตั้งแต่ 4,000 ดอลลาร์ขึ้นไปในช่วงไฮซีซั่นและต้องพักขั้นต่ำอย่างน้อย 12 คืน

ข้อมูลพื้นฐานประกอบการเที่ยวภูเก็ต

เมื่อเอ่ยถึงสถานที่ตากอากาศริมชายหาด เชื่อว่าหลายคนคงมีแหล่งท่องเที่ยวโปรดมากมายผุดขึ้นมาในใจ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะแดนสยามของเราอุดมไปด้วยหาดทรายและทะเลที่สวยงาม แถมสถานที่พักก็มีให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่บังกะโลราคาถูกไปจนถึงวิลล่าหลังงามราคามหาแพง แต่ถ้าจะถามถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติแล้วล่ะก็ คำตอบคงหนีไม่พ้นเกาะภูเก็ต ซึ่งได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน”

แน่นอนว่าหาดป่าตอง คือ ชายหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของภูเก็ตและมักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ของเกาะ เช่น งาน Phuket 2nd Annual Lifesaving Carnival เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยงานนี้เรียกได้ว่าเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ของไลฟ์การ์ดฝีมือฉมังจากทั่วโลกที่มารวมตัวกันเพื่อดวลฝีมือกันฉันท์มิตรภาพ นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน 7 ก็ยังจะมีการแข่งขันเรือยอชท์นานาชาติในงาน Six Senses Phuket Race Week อีกด้วย หาดป่าตองมักจะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศที่มุ่งหน้ามาหาความสนุกเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและหลบหนีจากชีวิตในเมืองอันวุ่นวาย ยิ่งถ้าคุณเป็นคนชอบสีสันยามราตรีด้วยแล้ว ยิ่งต้องห้ามพลาดการไปเยือนถนนบางลาที่จะเติมความมีชีวิตชีวาให้แก่การมาเที่ยวภูเก็ต
แต่สำหรับผู้ที่ไม่ปลื้มกับชายหาดที่พลุกพล่าน ขอแนะนำให้เดินทางลงใต้ไปอีกสักนิด ก็จะพบกับหาดกะตะและหาดกะรน ซึ่งสวยงามไม่แพ้หาดป่าตอง อีกทั้งยังมีความสงบร่มรื่นและมีพื้นที่โล่งมากกว่า จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มากับครอบครัว
ส่วนคนที่ชอบกิจกรรมมันส์ๆ เกาะสวรรค์แดนใต้แห่งนี้ก็มีรถเอทีวี การขี่ช้าง การเล่นซิพไลน์ (คล้ายๆ กับการโดดหอ) รวมไปจนถึงการยิงเป้าให้ได้สนุกสนาน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ใครที่อดใจไว้ไม่ไหว ก็ขอให้ลาพักร้อน จองห้องพักให้เรียบร้อย แล้วรีบจรลีไปพักผ่อนให้ฉ่ำปอดกันเลย!

Top 10 Boutique Hotels in Asia Pacific 2009

10 อันดับโรงแรมบูติคยอดเยี่ยมของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ประจำปี 2009

นักท่องเที่ยวหน้าใหม่หลายๆ คนคงนึกสงสัยอยู่ในใจว่าโรงแรมบูติคคืออะไร? งานนี้ เรามีคำตอบให้แก่คุณครับ โดยทั่วไปแล้วโรงแรมบูติค (หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า “ดีไซน์โฮเต็ล”) มักจะเป็นโรงแรมขนาดค่อนข้างเล็ก ตามปกติจะมีห้องพักไม่เกิน 150 ห้อง ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการอำนวยความสะดวกและจัดหาบริการอย่างเป็นส่วนตัวได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีสไตล์และการตกแต่งที่เก๋ไก๋ ทันสมัย และเป็นเอกลักษณ์

ในปีนี้ นับเป็นปีที่สองแล้วที่ทางอโกด้าได้ทำการรีวิวโรงแรมบูติคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค โดยเรามองว่าโรงแรมบูติคนับเป็นโรงแรมแนวใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งยังได้ผสมผสานสไตล์และความมากประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเสน่ห์และน่าดึงดูดใจ รวมถึงมุ่งให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว ในปี 2009 นี้ อโกด้าได้นำมาตรฐานโรงแรมและคะแนนจากการรีวิวของลูกค้ามาเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยการพิจารณา โดยคัดเลือกเฉพาะโรงแรมระดับ 4-5 ดาวและมีห้องพักต่ำกว่า 200 ห้องเท่านั้น รายชื่อ 10 อันดับในปีนี้มีทั้งหน้าเก่าที่คุ้นเคยกันดีจากปีที่แล้วและโรงแรมหน้าใหม่จากฮ่องกง  สิงโคปร์ ซิดนีย์ เกียวโต และมาเลเซีย

ความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ของโรงแรมบูติคถือเป็นอะไรที่ไม่น่าแปลกใจสักเท่าใดนัก เพราะปัจจุบัน นักเดินทางต้องการสิ่งต่างๆ มากกว่าแค่ห้องพักธรรมดา พวกเขาคาดหวังถึงบริการชั้นเลิศ สิ่งอำนวยความสะดวกอันยอดเยี่ยม บรรยากาศที่มีเอกลักษณ์/สะดวกสบาย และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ความสุขจากการเข้าพัก เอาล่ะ เกริ่นกันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว ถึงเวลามาพบกับ 10 อันดับสุดยอดโรงแรมบูติคของเอเชีย แปซิฟิค ประจำปี 2009 กันได้เลย

1. โรงแรมตรีสรา ภูเก็ต ประเทศไทย

ตรีสราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความเรียบง่าย ความสงบเงียบ และความกว้างขวาง ให้บริการบ้านพักและห้องสวีท 42 หลัง/ห้องที่มีความสะอาดและร่วมสมัย พร้อมด้วยกลิ่นอายแบบไทยๆ อีกทั้งยังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวแบบไร้ขอบที่มองเห็นวิวอันตระการตาของทะเลอันดามัน นอกจากบริการนวด บอดี้ทรีทเมนท์ และบำรุงผิวหน้าแล้ว โรงแรมตรีสรายังเชี่ยวชาญในเรื่องโยคะและการทำสมาธิ โดยนำเสนอ “ตรีสรา พุนติ เพียวริฟิเคชั่น แอนด์ รีไวทาไลเซชั่น โปรแกรม” ร่วมกับผู้ชำนาญการด้านสมุนไพร จุดเด่นอื่นๆ ของรีสอร์ทแอนด์สปาหรูแห่งนี้ยังรวมถึง การมีไอพ็อดให้ใช้บริการฟรีในห้องสมุดพร้อมเพลงมากมาย การทานอาหารที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ และอ่าวส่วนตัวซึ่งรายล้อมไปด้วยแนวปะการัง

2. The Scarlet Hotel สิงคโปร์

โรงแรมที่เคยชนะรางวัลมาแล้วแห่งนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ในรายชื่อท็อปเท็นของเรา ให้บริการห้องพักที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองในแต่ละห้อง ตั้งแต่ห้องแพชชั่น สวีทโทนสีแดงไปจนถึงห้องโอพูเลนท์ สวีทที่มีผนังสีมะกอกและหัวเตียงสีทอง นอกจากนี้ ยังมีภัตตาคารดีไซร์ที่เคยได้รับรางวัลและภัตตาคารบรีซบนชั้นหลังคาไว้คอยนำเสนอความอิ่มอร่อย พร้อมด้วยบาร์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่าง ร้านโบลด์ รวมทั้งมีอ่างจาคุซซี่และยิม ซึ่งตั้งชื่อได้อย่างเหมาะเจาะว่า “โซดา แอนด์ ฟลอนท์” ไว้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ที่สำคัญ สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปด้านนอกของโรงแรมยังช่วยอำพรางสีสันสดใสและเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยซึ่งรอแขกผู้เข้าพักอยู่ด้านใน  โรงแรม Scarlet ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความประทับใจให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ดังจะเห็นได้จากบานประตูสีแดงและห้องพักที่แบ่งเป็นธีมสีต่างๆ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นยอดและห้องประชุมอันโดดเด่น

3. The Luxe Manor ฮ่องกง

The Luxe Maonr เป็นโรงแรมที่ใหญ่เป็นอันดับสองในการจัดอันดับของเรา โดยมีลักษณะคล้ายกับเกาะฮ่องกง ตรงที่มีความเป็นจีนดั้งเดิม แต่งแต้มด้วยกลิ่นอายตะวันตก พร้อมทั้งมีส่วนผสมที่น่าตื่นตาตื่นใจของความทันสมัยและความคลาสสิค ให้บริการห้องสวีทที่ได้รับการตกแต่งในธีมต่างๆ เช่น ห้องซาฟารี สวีทที่นำต้นแบบมาจากอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ หรือ ห้องมิราจสวีทที่ดูจะได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของซัลวาดอร์ ดาลี่ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ที่นี่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไปแห่งอื่นๆ นอกเหนือจากนั้น ยังมีห้องดีลักซ์ สวีทที่ตกแต่งอย่างเก๋ไก๋ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เช่น โทรทัศน์จอแอลซีดีและความบันเทิงตามความต้องการ รวมถึงมีภัตตาคารที่ได้รับการประดับด้วยงานศิลปะบนฝาผนัง โดยเสิร์ฟอาหารรสเลิศจากฝีมือการปรุงของพ่อครัวชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกให้ได้ลิ้มลอง และด้วยช็อคโกแลตที่ส่งตรงถึงทุกห้องพักในยามค่ำคืน ก็ยิ่งทำให้การเข้าพักที่ The Luxe เป็นอะไรที่น่าอภิรมย์มากขึ้น

4. โรงแรมดรีม กรุงเทพ ประเทศไทย

โรงแรมดรีมเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในรายชื่อ 10 อันดับ เนื่องจากมีการสร้างปีกตึกส่วนที่สองเพิ่มเติมขึ้นมา และด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของการตกแต่งอันเก๋ไก๋ สีสันสดใส และบริการชั้นเลิศ จึงส่งผลให้โรงแรมแห่งนี้เลื่อนอันดับขึ้นมาจากปีที่แล้ว ห้องโถงสีครามอันหรูหราจะนำทางลูกค้าไปสู่ห้องพักสีขาวซึ่งแต่งแต้มด้วยไฮไลท์สีฟ้า พร้อมห้องน้ำที่ทันสมัย ขณะที่ในยามราตรี แสงไฟสีฟ้าที่ลอดออกมาจากใต้เตียงนอนจะอาบทั่วทั้งห้องให้ส่องสว่างด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย นอกจากนี้ ยังมีผ้าปูที่นอนสไตล์อียิปต์ เตียงขนนก โทรทัศน์จอแบน และไอพ็อด ไว้รอให้คุณมาใช้บริการ หลังจากการนวดหน้าที่อวาทาร์ สปา หรือสนุกสนานยามค่ำคืนที่ร้านชื่อดังของกรุงเทพอย่าง ฟลาวา เลานจ์

5. Kirketon ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

การปรับโฉมใหม่เมื่อไม่นานมานี้ช่วยให้โรงแรมขนาด 40 ห้องที่มีความเป็นกันเองแห่งนี้กลับขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าของโรงแรมบูติดชั้นยอดของออสเตรเลียอีกครั้ง โดยเปลี่ยนจากดีไซน์แบบมินิมัลลิสต์ให้มีความเก๋ไก๋ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม Kirketon เป็นโรงแรมที่หรูหราและมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งยังอยู่ในเครือ Eight Hotels ของออสเตรเลียซึ่งเชี่ยวชาญในด้านตลาดโรงแรมบูติค โทนสีที่อบอุ่นและสดใสของที่นี่คอยต้อนรับลูกค้าสู่ห้องพักที่หรูหราและเป็นส่วนตัวในใจกลางของดาร์ลิงเฮิร์สท์ ซึ่งอยู่ติดกับย่านร้านอาหารและสถานบันเทิงยามราตรีของซิดนีย์ โรงแรม Kirketon โดดเด่นด้วยสไตล์และมีความภาคภูมิใจในเรื่องบริการ โดยมีพนักงานรูมเซอร์วิสที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของคุณตลอด 24 ชั่วโมง

6. The Screen Hotel เกียวโต ญี่ปุ่น

โรงแรม The Screen ให้บริการห้องพัก 13 ห้อง ซึ่งมีดีไซน์แตกต่างกัน 13 แบบ โดยผสมผสานสไตล์เรียวคังของญี่ปุ่นดั้งเดิมกับแนวคิดมินิมัลลิสต์ที่ทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และในฐานะที่เป็นหนึ่งในโรงแรมบูติคแห่งแรกๆ ของเกียวโต จึงมีห้องพักที่ปูด้วยเสื่อทาทามิและกั้นด้วยโชจิไว้บริการหลายห้อง พร้อมด้วยห้องอื่นๆ ที่ตกแต่งในแนวตะวันตก ด้วยความมีสไตล์และความเอาใจใส่จนถึงรายละเอียด ทำให้โรงแรมแห่งนี้เหมาะจะใช้เป็นสถานที่สำหรับสัมผัสกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ก็ดื่มด่ำกับความสะดวกสบายแบบตะวันตกไปพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากนั้น ฝ่ายบริหารของโรงแรม The Screen ยังได้จัดเตรียมโทรทัศน์จอแบน เครื่องเสียง Bose เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่ในห้องสวีทบางห้อง และอาหารสไตล์ตะวันตกไว้อย่างพร้อมสรรพ เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าจากทุกประเทศ

7. The Majestic มะละกา มาเลเซีย

The Majestic คือ โรงแรมบูติคสไตล์โคโลเนียล ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมะละกา ในใจกลางมาเลเซีย โดยเป็นผู้ชนะรางวัล Hospitality Asia Platinum Award ในสาขา SE Asia’s Best Signature Boutique Hotel for 2008-2010 Regional Series ให้บริการห้องพักที่ตกแต่งอย่างสวยงาม 54 ห้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายของมาเลเซียในอดีต นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมสไตล์เพอร์นากัน-ไชนีสที่แต่งแต้มด้วยกลิ่นอายของดัตช์ อังกฤษ และโปรตุเกสยังช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและโอ่อ่า ห้องพักอันหรูหรา พร้อมด้วยพื้นพอร์ซเลน ขอบไม้สัก เฟอร์นิเจอร์หนัง อ่างอาบน้ำ เตียงสี่เสา และงานศิลปะอันวิจิตรกำลังรอแขกผู้เข้าพักอยู่ ณ ดินแดนมหัศจรรย์ของ The Majestic

8. JIA Shanghai Hotel เซี่ยงไฮ้ จีน

โรงแรมแห่งที่สองของ JIA มีความน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้โรงแรมแห่งแรกที่เปิดในฮ่องกง และยังคงยึดแนวคิดดั้งเดิมของ Yenn Wong ในการสร้างสรรโรงแรมบูติคที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย และมากประโยชน์ใช้สอย โรงแรมที่เคยได้รับรางวัลแห่งนี้ได้รับการปรับโฉมมาจากอาคารสไตล์ยุโรปในยุค 1920 ในใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ ให้บริการห้องพักอันเก๋ไก๋และมีสีสันสดใส โดยออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว คำว่า JIA ในภาษาจีนแมนดารินมีความหมายว่า “บ้าน” และแน่นอนว่าโรงแรมบูติค JIA Shanghai ประสบความสำเร็จในการสร้างบรรยากาศดังกล่าว เพียงแต่ว่าบ้านหลังนี้ออกจะเป็นสถานที่ๆ มีเสน่ห์อยู่อย่างมหาศาล

9. The Elysian Boutique Villa Hotel บาหลี อินโดนีเซีย

โรงแรมแห่งนี้มีบ้านพักส่วนตัวหรูหรา 26 หลังริมสระน้ำไว้คอยบริการแก่ลูกค้าทั้งในระยะยาวและระยะสั้น ตั้งอยู่ในสวรรค์เขตร้อนอย่าง เกาะบาหลีและเป็นโรงแรมบูติค “สไตล์รีสอร์ท” เพียงแห่งเดียวในรายชื่อของเรา โดยมีการออกแบบที่ถือว่าเป็น “เอเชียยุคใหม่” พร้อมดีไซน์แบบเปิดโล่ง บ้านพักแต่ละหลังตกแต่งด้วยไม้สักและหินจากภูเขาไฟ รวมทั้งมีสวนเป็นของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ระบบเครื่องเสียง Bose และไอพ็อด นาโนในบ้านพักทุกหลัง พร้อมด้วยมินิบาร์ที่บรรจุไว้ด้วยแชมเปญกับเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ซึ่งช่วยทำให้ที่นี่แตกแต่งจากโรงแรมแห่งอื่นๆ ในบาหลี Elysian คือ อีกหนึ่งคำที่มีความหมายว่า สวรรค์ และ The Elysian Boutique Villa ก็เป็นดั่งที่ชื่อได้บ่งบอกไว้

10. Amanjaya Pancam Hotel กรุงพนมเปญ กัมพูชา

โรงแรมหรู Amanjaya Pancam เป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับผู้ที่เดินทางมายังเมืองหลวงของกัมพูชา สร้างขึ้นจากอาคารเก่าริมน้ำซึ่งมีกลิ่นอายของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ใน Sisowath Quay ติดกับวัดอุณาโลมในใจกลางกรุงพนมเปญ ให้บริการห้องพักที่มีขนาดกว้างขวางพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ โดยได้รับการตกแต่งอย่างอลังการในสไตล์เขมร นอกจากนี้ ทุกห้องยังมีอ่างอาบน้ำแยกต่างหากและตู้อาบน้ำ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวของพนมเปญ เช่น เจดีย์เงินและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ได้อย่างสะดวกมีส่วนช่วยให้เราเลือกโรงแรมแห่งนี้เข้ามาอยู่ในท็อปเท็น